เมื่อเร็วๆนี้เราได้ส่งของให้ลูกค้ารายหนึ่ง ที่ฝากให้จัดการเรื่องซื้อสินค้าให้ เมื่อวานเค้าได้รับของ เค้าก็เมล์มาคุยมากมาย ก็ดีใจที่เสียภาษีน้อยกว่าที่เค้าเคยโดนมากกว่าครึ่ง รวมถึงเล่าให้เราฟังเรื่องภาษีที่เคยเจอมาก่อนหน้า ว่าปกติเค้าสั่งของจากที่อื่น กล่องนึงโดนภาษีไปเกือบ 3000 บาท หรือ 3000 กว่าต่อกล่อง ชินเรื่องภาษีไปซะแล้ว ... โห เราก็คิดในใจ โดนคิดภาษีแพงเวอร์มากๆ แต่เค้าบอกว่าอาจจะเป็นเพราะ order พวกนั้น เค้าซื้อ Paula's Choice เยอะก็เป็นได้ ... อืม มันจะเกี่ยวกันหรือเปล่าไม่รู้ แต่เมื่อก่อน 1-2 ปีที่แล้ว เราส่ง Paula's Choice เป็นกล่องๆ ขนาดเดียวกันด้วยบริการเดียวกัน เรายังไม่เคยโดนมากขนาดนี้เลยนะ ยังไงก็ไม่เกิน 2000 บาทแน่นอนเรื่อง Paula's หลังจากที่หลังๆมีคนส่ังไปขายกันมาก จนเกลื่อนและเริ่มตัดราคากันขึ้น (น่าเบื่อเนอะพวกนี้) ทำให้คนตรวจเจอบ่อยเลยล่อภาษีซะแพงเลย จะเกี่ยวกันหรือเปล่าไม่รู้ แต่เรารู้สึกว่ามันถูกเพ่งเล็งมากกว่าเมื่อก่อนมากที่ไม่มีใครรู้จัก เราเคยไปทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ ที่สนามบินอยู่ 2 ครั้ง เมื่อปลายปีที่แล้วเองที่เรากลับไปไทย เรื่อง Paula นั่นแหละ เรามีของในกระเป๋าเต็ม ทั้งน้ำหอม ครีม เครื่องสำอาง เราขนกลับมาฝากพี่สาว น้องสาว ให้เพื่อน ที่มาเจอกันในงานแต่งเรา เป็นของขอบคุณเพื่อนๆน้องๆที่มาช่วยงานแต่งบ้าง เหลือฝากขายมั่งนิดหน่อย อย่างอื่นค้าไม่สนหรอก แต่เค้าสนแต่ Paula ที่แพคมาอย่างดีในกล่องแค่ไม่ถึง 10 ขวด เราบอกจะมาคิดภาษีอะไร ขวดละไม่กี่เหรียญ คนแบกอย่างอื่นกันมามากมายไม่ไป คิดล่ะ ของแบรนด์ทั้งนั้น แพงกว่าเยอะแยะ เราก็แรงอยู่ ก็พูดตามเหตุผลที่เรามี เราไม่ได้เดินทางมาบ่อยๆ นะ ถ้าของเท่านี้จะมาโดนภาษีก็ไม่ใช่เรื่อง คุณเอาอะไรมาประเมิน เราไม่ได้อยู่เมืองไทยปกติ ปกติเราอยู่อเมริกา เอาพาสปอร์ต เอาวีซ่าไปดูเลย เราไม่ได้รับจ้างขนของขายนะ ของเท่านี้ถ้าเราส่งกลับมาเรายังไม่โดนภาษีเลย แต่นี่เราเสียค่าเครื่องบิน เสียโน่นนี่ จะมาคิดภาษี เจ้าหน้าที่ก็เริ่มเสียงอ่อย เพราะเห็นเอาจริง เลยปล่อยๆไป พอสัปดาห์ต่อมา แฟนเราบินตามกลับมา เราฝากให้เค้าเอากล่อง Paula ที่เราแพคไว้มาให้เราด้วย เราบินกลับมาก่อน เราเอามาไม่หมด แล้วเราก็ไปรับแฟนเราที่สนามบิน แฟนเราจะออกจากสนามบินถึงด่านตรวจ โทรมาหาเราบอกว่าเจ้าหน้าที่ขอ เปิดกระเป๋า สแกนเจอกล่องของเรา ถามว่ามันราคาเท่าไหร่ เริ่มเอาอีกรอบ คราวนี้เป็นผู้หญิง มาคุยผ่านมือถือที่แฟนโทรหาเราจากข้างใน เราก็เริ่มโมโห มันอะไรกันนักหนากับ Paula เรื่องคือเจ๊แกจะเอาเงิน เราบอก นี่...ศุกร์ที่แล้วเราบินกลับมาคุณก็มาจับผิดเรื่องนี้ นี่แฟนเราบินตามกลับมา เอามานิดหน่อย ประมาณแค่ 10 ขวดเองมั้ง ก็จะมามีปัญหาอีกเหรอ คือเราก็แรงมาก เพราะเราเซ็งกับพฤติกรรมเจ้าหน้า ที่ด่านตรวจมาก เจ้าหน้าที่ผู้หญิงพูดเหมือนว่า เค้ายังไม่ได้ทันจะพูดอะไรเลย แค่ถามว่าราคามันขวดละเท่าไหร่ เราก็บอกก็ที่ถามคือจะคิดเงินใช่มั้ยล่ะ เค้าบอกคุณจะร้อนตัวทำไม เราบอกเราไม่ร้อนตัวหรอกแต่เราเบื่อเพราะศุกร์ที่แล้วเรา landing เราก็เจอแบบนี้ เหมือนกับมาจับผิดเรื่อง Paula ทั้งๆที่กระเป๋าเราไม่ได้มีอะไร พิเศษมากมาย แต่ทุกครั้งที่เราแพคของมาอย่างดี เราใส่กล่องกันกระแทก เจ้าหน้าที่มักจะขอดูว่ามันคืออะไร และจะคิดเงิน แต่ถ้าเราโยนๆมันมั่วๆเข้ากระเป๋าไปเลย เค้าไม่เคยสน ซึ่งบอกตรงๆไอ้พวกที่เราโยนๆเข้ากระเป๋าน่ะ รวมๆแล้วราคายังมากว่าที่เรา แพคมาดีๆหลายเท่า คือเค้าคิดว่าแบกมาขายแน่ๆ เอามาสภาพแบบนี้ ทีหลังจะไม่แพคมาดีๆละ จะโยนๆมันเข้ามาจะได้ไม่ต้องมานั่งขอดูโน่นนี่ เสียเวลาชีวิตจริงๆ นั่งเครื่องมา 20 กว่าชั่วโมงก็เหนื่อยตายละ ยังจะมาอะไรกันอีกเนี่ย เถียงไปเถียงมา เราก็ไม่ลดราเหมือนกัน เค้าคงเอือมเราน่ะ เถียงไม่ทัน ไม่อยากเถียง เลยปล่อยไป คือเราไม่ได้วีนมั่วนะ แต่ว่ารับไม่ไหวเหมือนกัน มาเลือกปฏิบัติว่าจะเก็บภาษีแต่สินค้าตัวนั้นตัวนี้ เค้าเป็นแบบนี้กันจริงๆ อย่าให้พูดมากกว่านี้นะ รู้ๆกันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร พวกแอร์เจอกันสนุกสนามมากกว่านี้มากมาย บางวันเจอแบบงี่เง่าๆ ก็สุดจะทน น่าส่งให้เปาบุ้นจิ้นตัดหัว กินกันจริงหน้าด่านเนี่ย ต้องขออะไรสักอย่างกลับไปฝากลูกเมียที่บ้านหน่อย ช่วงไอโฟนบูมก็เล็งแต่ไอโฟน พอตุ๊กตาบลายส์ดังก็จับแต่ตุ๊กตา พูดเรื่องนี้แล้วเริ่มเดือดทุกที คิดว่าน่าจะมีคนเคยเจอเหมือนๆกันบ้าง เจริญล่ะเมืองไทย....
ตอบ comment จากเจ้าหน้าที่ด้านล่าง...
ขอบคุณที่คอมเม้นท์ค่ะ เจ้าหน้าที่ตัวจริง คุณมาชี้แจงเราก็ลงให้ ถ้าเราไม่ให้ใครอ่านคงไม่เอามาเขียนหรอก เขียนอะไรก็รับผิดชอบอยู่แล้ว ประเด็นที่เราเขียน เราอยากบอกให้ดูประเด็นถึงการจ้องเก็บภาษีสินค้าชนิดเดียว ในกระเป๋าเดินทางเรา เรามีของอย่างอื่นมากมาย ที่ถ้าคุณจะเก็บเราก็ไม่แปลกใจ แต่นี่คุณจ้องแต่จะเอาแต่พอลล่า ให้ข้อมูลน่ะก็ให้ ก็บอกๆไปแล้ว ขวลดละ 10 กว่าเหรียญน่ะค่ะ รวมๆแล้ว 10 ขวด ยังถูกกว่า COACH 1 ใบ หรือ iPhone 1 เครื่องซะ อีก แล้วเราก็ไม่ได้แบกเป็นปกติเอาไปขายใคร แต่เหตุผลคงเอาไปกล่าวอ้างไม่ได้ว่าจะเอาไปฝากเพื่อนๆในงานแต่งงานตัวเอง มันฟังไม่ขึ้นและมันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกัน กลับมารอบสอง แฟนเราก็บอกไปแล้วขวดละ 10 กว่าเหรียญ แต่ยังต้องต่อสายคุยกันอีก คือเพื่ออะไร
10 ขวดเนี่ย มันไม่ได้มาอย่างเดียวกัน 10 ขวดเหมือนแพคมาขายนะคะ มันก็เหมือนเวลาคุณซื้อเครื่องสำอางชุดหนึ่งจะมีตัวโน้นตัวนี้ ล้างหน้าบ้าง ครีมบ้าง ผสมกันไป แต่คุณไม่สนใจที่จะอ่านหรอก เห็นมันขนาดเท่าๆกันก็เหมาไปหมดแล้วว่าเอามาแบบนี้ไปขายแน่นอน ถ้าคนเค้าต้องใช้เครื่องสำอางเป็นเซ็ตๆนี่ไม่โดนกล่าวหาเหรอว่าซื้อมาเกินแก่ฐานะหรือไง !? ถ้าคุณไม่เคยทำงานในสนาบบินคงไม่รู้ว่าผู้หญิงเราบ้านขนของขนาดไหนเวลาไปต่างประเทศเห็นอะไรสวยๆงาม ๆ เครื่องสำอาง ประทินผิว ยอมเสียเงินจ่ายไม่อั้น คุณจะเอาอะไรมาตัดสินว่าอันไหนใครซื้อใช้ ใครซื้อขาย อันไหนซื้อฝากญาตพี่น้อง คุณบอกได้หรือเปล่า ?
เรารู้สึกโมโหและไม่เข้าใจพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ เพราะเราโดน 2 ครั้ง ใน 2 อาทิตย์ติดๆกับสินค้าชนิดนี้ ลองคิดกลับกันบ้างก็ดีค่ะ คุณมาเป็นเราบ้างนะ อยู่ในสถานการณ์เราบ้างนะ อย่างน้อยคุณก็ต้องคิดแล้วหละว่าทำไมต้องมามีปัญหาแต่กับ Paula เรื่องเดียว แล้วคุณก็จะต้องแปลงร่างเป็นนางมารร้ายหมือนกัน เราไม่ได้เป็นคนที่วีนใครมั่ว แต่อะไรที่ไม่ถูก ไม่มีเหตุผล ไม่มีมาตรฐาน เลือกเฉพาะอย่างเท่านั้น ไม่"ทรีต" คน ด้วยความเคารพ คุณก็ไม่สมควรได้รับการเคารพเหมือนกัน
เราทราบว่าของที่นำเข้าที่ ไม่ใช่ของใช้ส่วนตัวที่หมายถึง Personal Effect มันมีภาษี และมันมี limit ให้ต่อคนเท่าไหร่ๆ ถ้าหากคุณจะบอกแบบนี้ ปริมาณแค่น้ำหอมขวดเดียวเท่านั้นแหละที่อนุญาต เหล้าได้อีกขวด บุหรี่อีกแถว นอกนั้นก็ไม่ได้ละ จ่อจ่ายเงินหมดทุกอย่าง ทำไมไม่คิดล่ะ ?? คิดสิ คนจะได้จ่ายเงิน และเสียเวลาเหมือนกันหมด ทราบดี..เพราะเป็นลูกเรือเก่าที่ไม่เคยขนสินค้าจากนอกเข้ามาขายเลย แต่พอเป็นคนปกติที่บินไปบินมา ซื้อของฝากตามธรรมดาให้พี่น้องกลับโดนเรื่องไม่เป็นเรื่องซะมากกว่า
แล้วคุณก็จ้องแต่คนไทย จีน แต่ฝรั่งต่างชาติ ไม่สนหรอก ปล่อยไป เพื่อนเราเนี่ยฝรั่งหิ้วของตลอดเลย ไม่เคยมีปัญหากับด่านตรวจไทยเลย ทำไม หรือไม่อยากพูดภาษาอังกฤษ พูดแบบนี้เดี่ยวหาว่าเราดูถูกเจ้าหน้าที่อีก เปล่าเลยนะ แต่เราเจอจะๆกับตาบ่อยมาก พอพูดไม่ได้อึกอักๆ ก็ปล่อยไป เอาไง เนี่ยมาตรฐานไทย !! ถึงแม้เราไม่ได้บินในหน้าที่ เราก็บินไปประเทศโน้นประเทศนี้บ่อยเหมือนกัน เราไม่เคยมีปัญหาซื้อของกลับมา แต่เราจะเจอทุกครั้งที่เราบินกลับจากอเมริกา เพราะเรามีกระเป๋า 2 ใบใหญ่ อเมริกาเป็นประเทศที่ใช้เวลาบินไกลสุดแล้วจากไทย (ถ้าไม่ได้อยู่ CA) เวลากลับไปที ก็ต้องเอาของกลับไปมาก ของส่วนตัวก็ปาไปกระเป๋ษครึ่งแล้ว เหลือ อีกครึ่งกระเป๋ษเอาไว้ใส่ของฝาก เพราะไม่ได้บินบ่อยๆ เมื่อไหร่บินไปพร้อม 2 กระเป๋าจะถูกเรียกตรวจทุกที
เรื่อง ที่เราพูดมันเป็นจริงและมันมีจริงๆ คุณอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่สีขาวที่ออกมาชี้แจงปกป้อง แต่ที่เราเจออาจจะไม่ใช่ เรากลับเมืองไทยทุกปีปีละ 1-2 ครั้ง เราสังเกตตลอดว่าอะไรที่เจ้าหน้าที่ขอเปิดกระเป๋า ทุกครั้งที่เรามีของฝากและเราแพคอย่างดี อาจจะใส่กล่องเล็กๆกันกระแทก มันทำให้เจ้าหน้าที่อยากรู้อยากเห็นทุกครั้งว่ามันคืออะไร คุณจะขอเปิดดูก็ไม่ว่า คุณเปิดมาของเราในกระเป๋ากระจุยกระจาย เครื่องเกมตกหล่นพื้น แตกเสียหาย ปืนเราแตก เราก็ไม่เคยพูด เพราะเจ้าหน้าที่ก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่แล้ว แล้วจะรับผิดชอบมั้ยล่ะ คนผ่านไปผ่านมามองเข้ามาเห็นถึงกางเกงในในกระเป๋า !! แล้วยังถูกมองเหมือนอีนี่เป็นตัวประหลาดขนของผิดกฏหมายเข้ามาต้องโดนรื้นค้น ยังไงอย่างนั้น คุณปฏิบัติต่อคนที่คุณขอความร่วมมือด้วยความเคารพหรือเปล่าล่ะ
การเป็นเจ้าหน้าศุลกากรตรวจสินค้าที่สนามบินไม่ใช่ว่าคุณจะมาทำกร่างแบบนี้ ถ้าอยากรู้ก็สอบถามก่อนสิคะ คุณสแกนเห็นอะไรบางอย่าง คุณถาม เราก็ตอบ ถ้าเราตอบไม่ตรงคุณก็รู้อยู่แล้วเพราะมันมีให้เห็นในเครื่องสแกนว่าอะไรกี่ขึ้น อ้ะ อันนี่น่าสงสัย มีอะไรปิดบัง ค่อยขอดู แต่เราไม่ได้ทำนี่ ถ้าคุณบอกทุกวันนี้้ผ่อนผันกันให้เยอะ คุณก็ต้องมีสองส่วนที่ทำงานในการพิจารณาฝช่มั้ยว่าอะไรควรเก็บภาษีหรือไม่สมควรเก็บ หรืออันไหนที่อยู่ในข่ายผ่อนปรนได้หรือไม่ได้ ถ้าคุณจะใช้มาตรฐานส่วนตัวมาตัดสินมันก็ต้องเจอกรณีแบบนี้แหละ อะไรคือสิ่งที่ผ่อนปรนได้ล่ะ และอะไรคือไม่ได้ เราไม่ชอบอะไรที่ไม่เคลียร์ ไม่ขาวก็ดำจะเอาไงว่ามา หรือจะหยิบคู่มือมาเปิดให้ดูเลยก็ได้ว่า Paula จำนวน 10 ขวด ไม่ควรแก่ฐานะนำเข้าแล้วได้รับผ่อนปรน ถ้ามีเขียนไว้ จะจ่ายเงินให้ตรงนั้นเลย ไม่ต้องเอา "บิิล" ด้วย ถ้าตัดสินไม่ได้ก็ไม่ต้องผ่อนปรน เก็บมันให้หมดทุกคน กระเป๋าสแกนก่อนออกสนามบินเลย อันไหนเห็นมีของมาก เรียกเจ้าของมารับ เปิดตรวจกันไปเลย ดีกว่ามั้ย ไม่ได้ประชดนะ ยอมจ่ายจริง เสียค่าเดินทางมาไม่รู้เท่าไหร่ก็เสียได้ แค่นี้ทำไมจะจ่ายไม่ได้
ที่จริงแค่คำถามคุณก็สกรีนคนได้เยอะแยะแล้ว ก็ถามเค้าสิ ถ้าคิดว่ามันรู้สึกแปลกๆผ่อนปรนไม่ไหว ก็ขอดู ไปเปิดในที่ลับตาคนอื่น ไม่ใช่คนอื่นเดินไปเดินมาก็จะขอรื้อค้นมันตรงนี้ เรื่องแค่นี้หน่วยงานยังคิดไม่ได้ แล้วใครจะไปเคารพการทำงานของคุณ ไม่ใช่ว่าอะไรกรูก็จะดูๆๆๆ มันหมด จิตวิทยาง่ายๆ ไม่มีใครอยากเสียความเป็นส่วนตัวหรือถูกบุกลุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลหรอกค่ะ อเมริกาขนาดเจ้าหน้าที่เข้มๆขอตรวจกระเป๋าเรา เค้ายังสุภาพและให้เกียรติมากกว่านี้เลย แค่ความรู้สึกก็ต่างกันแล้ว เจ้าหน้าที่ไทยทำให้คนที่รู้สึกโดนตรวจเหมือนคนผิดตั้งแต่แรก แต่เจ้าหน้าที่อเมริกาจะไม่ assume ว่าคุณผิดหรือคุณต้องรับผิดชอบอะไรจนกว่า จะพบของน่าสงสัยและพูดคุยสอบถามว่าทำไมเอาอันนี้มา ทำไมเอามามาก ทำงานอะไร จบ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายผ่านหมด
ที่เขียน blog เรื่องนี้ไม่ได้เอารายละเอียดต่างๆที่เคยเจอออกมาเขียนหรอกเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวที่จุกจิกมากไป แต่เหตุผลที่อยู่ๆคนไปโกรธเจ้าหน้าที่มันไม่ได้มีแค่เรื่องโดนตรวจสินค้า หรอกค่ะ อยากจะบอกให้ทราบแค่นั้นเหมือนกัน!!!!!
อ้อ ส่วนเรื่องแอร์หิ้วของเนี่ยนะ ถ้าคุณทำได้ก็คงไม่มีของ pre-order หรือรับหิ้วขายกันเกลื่อน internet หรอกค่ะ ตอนเราเป็น เราไม่เคยหิ้วอะไรเลย แค่นอนไม่เป็นเวลาก็เหนื่อจะตายละ ไม่มีเวลาจะไปหาซื้อของอะไร แต่คนอื่นๆที่หิ้ว เราก็ไม่เห็นคุณจะอะไรเลย หรือถ้ามี ก็...อย่างที่รู้ๆกัน พูดได้ เขียนจริง เพราะเคยผ่านมาแล้ว ไม่ได้กล่าวอ่างโทษใครมั่วๆ ทุกเรื่องมันมีเหตุผลและมาจากประสบการณ์จริง
© by Patt N. All Right Reserved.

















1 comments:
เจ้าหน้าที่เค้าทำตามหน้าที่ค่ะ คุณเองมีหน้าที่ให้ข้อมูลก็ให้ข้อมูลไป เข้าใจว่านั่งเครื่องนานๆก็อาจเหนื่อยอยากพักผ่อนเร็วๆ แต่อยากให้คุณเห็นใจเจ้าหน้าที่บ้างนะคะ เค้ายืนตรวจคนทั้งคืนก็เหนื่อยเช่นกัน เจ้าหน้าที่ที่ดีๆก็มีค่ะ อีกอย่างตามกฏหมายการนำเข้าแล้วคุณนำเข้ามา 10 ขวดถือว่าเกินควรแก่ฐานะแล้วค่ะ ของนั้นถือเป็นสินค้านำเข้าต้องเสียภาษี แต่ทุกวันนี้ที่หิ้วเข้ามากันได้เยอะแยะเพราะเค้าผ่อนผันให้แล้ว คุณไม่ควรจะมาโวยวายว่าทำไมต้องมาเก็บเงินด้วย เพราะจริงๆคุณมีหน้าที่ต้องเสียภาษีสินค้าทุกอย่างที่นำเข้ามาในประเทศอยู่แล้วค่ะ ยกเว้นแต่พวกเสื้อผ้า ของส่วนตัว หรือของที่ยกเว้นอากรตามกฏหมาย ยิ่งถ้าเป็นลูกเรือด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่เลยค่ะ เค้าไม่มีสิทธิ์จะนำของเข้ามาในประเทศเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่คุณจะกล่าวว่าใคร อยากให้ศึกษาให้ดีก่อนค่ะ
เราไม่ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ที่สนามบิน แต่ก็อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน อ่านที่คุณเขียนเลยอยากชี้แจงค่ะ เพราะคนนอกมักไม่เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่จ้องจะเก็บเงิน และคิดว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งความจริงทุกคนที่นำสินค้าเข้ามาก็ย่อมต้องเสียภาษีให้รัฐเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้วค่ะ คุณไม่ได้โดนเจ้าหน้าที่ขูดรีดแต่อย่างใด
Post a Comment