Pages

Recent Posts

SHOPPING CATEGORIES

perfumes cosmetics Departments Stores in USA Skin Care Clothing Bags

SAVE CORNER

Archives

:: วิธีส่งของ etsy จากเมืองไทย

Thursday, December 31, 2009

New Year Eve ... DEC 31,09 เรืื่องนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายของปีนี้ ขอให้เพื่อนพ้อง พี่น้อง ทุกๆคนที่แวะเวียนมาอ่าน blog แห่งนี้ เริ่มปีใหม่ด้วยความสุข ความตั้งใจดี สุขภาพดี และทัศนคติที่ดีกับชีวิต :)

มีคนสอบถามเรื่องส่งของมา....

Subject: etsy transport
Message: อยากถามว่า การจัดส่งของให้กับลูกค้าที่ต่างประเทศ ส่งจากประเทศไทย ส่วนมากใช้บริการที่ไหนส่งไปคะ? ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ต้องทำอย่างไรบ้างคะ?

สวัสดีค่ะ

ถ้าหมายถึงขายของทาง esty เป็นของชิ้นไม่ใหญ่ จากเมืองไทยแล้วต้องการส่งไปให้
ลูกค้าที่ต่างประเทศ

ถ้าแบบนั้นส่วนมากก็ใช้บริการ Thailand Post ค่ะ ซึ่งถูกที่สุดและก็ไม่มีปัญหาอะไรกับต่างประเทศ ยกเว้นบางประเทศที่ระบบภายในไม่ดี หรือซับซ้อนซึ่งอาจจะหายได้ ของทางอเมริกาที่เจอมากจะ lost ใน EU route แต่ไม่รู้ว่าส่งจากเมืองไทยจะเจอปัญหานี้หรือเปล่านะคะ

เรารับของจากเมืองไทย เพื่อนและครอบครัวส่งมาให้บ้าง ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร เพียงแต่มันช้ามาก แต่มันก็เป็นระยะเวลาปกตินะ ประมาณ 1 อาทิตย์ถ้ามาอเมริกา

ถ้าถามว่าราคาเท่าไหร่ เราไม่ทราบค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับน้ำหนักสินค้า และบริการที่เลือกส่ง
พี่สาวเคยส่งของมาให้ขนาดเท่ากับ small flat rate box ของอเมริกา (ตัวอย่างในรูป) น้ำหนักก็ไม่หนักมาก ราคาตั้ง 600 กว่าบาท
IMG_7385.JPG

เรื่องราคาให้ลองเช็ดเวปไซต์ดู ไม่รู้ว่ามีระบบคำนวณออนไลน์หรือเปล่า เราไม่เคยทราบข้อมูลตรงนี้และไม่เคยได้ใช้บริการมาหลายปีแล้ว

ถ้าไม่มี ให้แวะไปที่ไปรษณีย์ ไปสอบถามพนักงานว่ามีรายละเอียดค่าขนส่งที่คิดตามน้ำหนักมั้ย จะเอาไปใช้คำนวณค่าส่งสินค้าต่าง ประเทศเพราะขายของออนไลน์ จะได้คิดราคาถูก ซึ่งทุกที่จะต้องมีตารางน้ำหนัก destination countries และราคาอยู่ แต่เป็นเอกสารของทางไปรษณีย์เองซึ่งไม่ได้แจกให้ประชาชนทั่วไป เราเคยไปขอเค้าถ่ายเอกสารเมื่อหลายปีมาแล้ว ทางโน้นหวงน่าดู แต่ก็ให้มาถ่าย เค้ากลัวจิ๊กไป ไม่เอาไปคืน แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีเอกสารอะไรมากกว่านี้หรือไม่ ต้องลองสอบถามไปรษณีย์ใกล้บ้านดูค่ะ

แต่ถ้าขายของส่งจำนวนมาก ส่งเป็นกล่องใหญ่ๆ จะใช้บริการตัวแทนส่งของแทน ซึ่งจะสะดวกกว่ามาก เพราะทางบริษัทจะทำเอกสารให้เราทุกอย่าง แต่พวกนี้มักจะ require ปริมาณ หรือพื้นที่สินค้าขั้นต่ำ และบางครั้งราคาแพง ถ้าไม่รู้จะไปหาตัวแทนพวกนี้ที่ไหน ให้เริ่มง่ายๆไปที่จตุจักรก็ได้ค่ะ จะมีพวกนี้อยู่เยอะ เพราะส่งของให้ฝรั่งไปต่างประเทศตลอด

ขอบคุณที่แวะมาอ่าน blog ค่ะ

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Wedding Preparation Part7 : ของชำร่วย

Wednesday, December 23, 2009

ของชำร่วย เป็นประเพณีกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันควรมีของบางอย่างแจกให้แขกที่มาร่วมงานเรา อาจจะเพื่อบอกว่าขอบคุณ หรือเป็นที่ระลึกว่าได้มาร่วมงานเรา ณ วันที่นี้...ก็ได้ เรื่องของชำร่วยไม่ค่อยมีอะไรมาก เรื่องที่คนส่วนใหญ่จะถามคือ


- ให้อะไรเป็นของชำร่วยดี
ตอบ แล้วแต่คน แล้วแต่คุณชอบ หรือแฟนคุณชอบ บางคนให้ความสำคัญกับของชำร่วยมาก ไม่อยากได้ของโหลๆ หรือดูไม่ดี หรือบางคนก็แค่คิดว่ามันก็แค่ที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ไม่คิดอะไรมาก เอาอะไรก็ได้ บางคนเลือกของที่สื่อแทนชื่อเจ้าบ่าว เจ้าสาว บางคนสั่งทำให้มันเข้ากันทั้ง theme งาน อาจเป็นสมุดโน๊ตเล็กๆ ลายเหมือน backdrop ถ่ายรูป ถ้าให้ดี ให้คุณหาดูสิ่งที่ชอบทั้ง 2 คน อาจจะกินได้ กินไม่ได้ ตั้งโชว์อย่างเดียว หรือใช้ประโยชน์ได้ ได้ทุกอย่าง คนไทยไม่นิยมให้ของกินได้ แต่ฝรั่งชอบให้ ลูกอม ช็อกโกแล็ต เยอะแยะไปหมด

- ราคาของชำร่วยควรอยู่ที่ราคาประมาณเท่าไหร่
ตอบ เราไม่รู้จริงๆว่าส่วนใหญ่จะมีงบประมาณตรงนี้กันเท่าไหร่ แต่ของต่างประเทศ เค้าให้เราเทียบว่า งบที่จ่าย Gift หรือฝรั่งเรียก Wedding Favor นี้ จะอยู่ที่ประมาณ 3-5% of budget (or expenses) ของคุณ ถ้าถามเป็นชิ้นตกชิ้นละเท่าไหร่ ก็อาจจะ 10 กว่าบาทไปเรื่อยมั้ง ขึ้นอยู่กับของด้วยว่าอะไร ถ้าอะไรที่สั่งทำขึ้นมา มันมักจะแพงกว่าปกติอยู่แล้ว ของเราสั่งทำเบญจรงค์ ตกชิ้นละ 70 กว่าบาท จำนวน 300 ชิ้น แล้วเราก็เอามาจัดการ packaging ต่อเอง ตอนเราไปซื้อถุง organza มาใส่และผูกโบว์ เจ้าของร้านถามว่าชิ้นละเท่าไหร่ เราบอกไป เค้าบอก โหหหห ลงทุนนะคะ... เราเลยเพิ่งจะรู้ว่าเค้าคิดกันยังไง อย่างที่บอกไปน่ะค่ะว่าเราไม่ได้หาข้อมูลอะไรก่อนเลย จ่ายทุกเรื่องตามใจฉัน อย่างเดียว แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับราคาของที่ส่ัง เพราะคิดว่ามันดูมีค่าดี เหมาะแก่การให้ผู้ใหญ่ และเพื่อนๆ ที่รัก และทุกคนที่มาร่วมงาน ... ถึงแม้ย้อนกลับไปแล้วรู้ว่ามันแพงกว่าที่คนทั่วไปจ่าย เราก็ยังคงจะจ่ายอยู่ดี เรื่องแบบนี้อยู่ที่ความชอบ

- ไปหา หรือสั่งของทำของชำร่วยแถวไหนดี
ตอบ ถ้าคุณไม่ได้ใช้พวก planners or wedding package คุณก็ต้องไปตามล่าหาของชำร่วยเอง ซึ่งแหล่งก็จะต้องอยู่กับพวกการ์ดแต่งงานนั่นแหละค่ะ ลองกลับไปอ่านตอนก่อนหน้าดู ใจจริงเราชอบเดินจตุจักร และเราก็คิดว่าเป็นแหล่งของชำร่วยที่ใหญ่ที่นึงเลย ไม่ใช่ว่าต้องไปตามร้านการ์ด ร้านของชำร่วยอย่างเดียว แต่มันมีร้านขายของจุกจิก หรืองานของศิลปินทั่วไป เยอะแยะ มีรับทำมากมาย คุณก็ถามดู คุณอาจจะได้ของที่แปลก one of a kind จากงานของศิลปินก็ได้

- สั่งจำนวนเท่าไหร่ดี

ตอบ คนทั่วไปในธุรกิจมักจะแนะนำว่า แจกซองเท่าไหร่ ให้ทำของชำร่วยเผื่อมากกว่าซอง... เราไม่สน เราทำเท่ากัน แล้วก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน เพราะเรากะจากจำนวนแขกมากกว่า การ์ดเราแจกจริงๆแค่ร้อยกว่าใบเท่านั้น นอกนั้นบอกปากเปล่าให้เพื่อนๆ ส่งเมล์บ้าง ก็มากัน ประเด็นอยู่ที่คุณต้องรู้จำนวนแขกใกล้เคียงที่สุด ที่เป็นไปได้ แล้วการเตรียมงานทุกเรื่องก็จะไม่มีปัญหา (แต่เรื่องนี้มันยาก สำหรับคนไทย ไม่เหมือนงานฝรั่งที่ต้อง RSVP กันไปเลย มีชื่อแต่ละคนตามที่นั่งไปเลย เอาไว้พูดตอนหลังนะ )

ดูไอเดียของชำร่วยแบบฝรั่งน่ารักๆได้ที่นี่ myweddingfavors.com หรือ the knot นิตยสารแต่งงานของอเมริกาที่รวบรวมทุกอย่างเกี่ยวกับการแต่งงงาน

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
© by Patt N. All Right Reserved.

:: แด่ Brittany Murphy

Tuesday, December 22, 2009

ยังรู้สึกเสียดายไม่หายที่ Brittany Murphy เสียชีวิตซะแล้ว อายุแค่ 32 เอง ที่น่าเศร้าคือดันมาเสียชีวิตช่วงก่อนคริสต์มาส ช่วงที่ครอบครัวรวมตัวกัน เป็นช่วงเวลาที่ควรจะมีความสุขมากกว่าทุกข์ ข่าวการเสียชีวิตเริ่มระบาดในอินเตอร์เน็ท ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ประกาศจากโรงพยาบาลจริงๆคือเช้าวันอาทิตย์ และสำนักข่าวต่างๆก็ออกมายืนยัน แต่ผลชันสูตรศพว่าเป็นเพราะอะไรยังไม่มีผลออกมา ต้องรอไปอีกสักพัก


ข่าวรายงานว่าเธอเป็นลมล้มไปในห้องน้ำ แม่เป็นคนที่มาพบคนแรก ...

เราจำได้ว่าเคยดูหนังเรื่อง Clueless ที่เรียกได้ว่าเรื่องแรกๆที่ Brittany Murphy แสดงบทเด่นๆ แต่ก็ไม่ใช่ตัวนำ หน้าตาเธอตอนนั้นแบบว่าขี้เหล่มาก ... อย่ามาหลอกเค้านะ ไม่ได้ว่าคนตายไปแล้ว แค่จะชี้ให้เห็นว่า เป็นเพราะเธออาจจะยังเด็กอยู่ หน้าตาแบบวัยหนึ่งของพวกเราที่ต้องมีช่วงหน้าบาน บวม คิ้วหนาเตอะ และยังไม่รู้จักว่าสวยคืออะไร อะไรประมาณนั้น อีกทั้งบทในเรื่องนั้นก็ตั้งใจให้เธอเป็นผู้หญิงในลักษณะนั้นด้วย แต่พออายุยี่สิบกว่า Brittany ก็สวยขึ้นมากกก เป็นผู้หญิงที่ยิ้มแล้วโลกสดใสมากๆ

8 Mile กับ Just Married เป็นหนังที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น แล้วก็ Little Black Book อีกเรื่องที่เราได้ดู ทำให้รู้ว่า Brittany ร้องเพลงได้ดีมาก

ถึงแม้ Brittany ไม่ได้เป็นอะไรกับเรา แต่เราก็อดเสียดายไม่ได้ และคิดว่าชีวิตที่ดีมีพร้อม Perfect ของคน คนหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่มีเวลาได้ใช้มัน ... คงมีอะไรบางสิ่งที่กำหนดว่าใครจะอยู่หรือจะไปเมื่อไหร่ คนที่เพิ่งคุยกับคุณอยู่ พรุ่งนี้เค้าอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอนเลยจริงๆ

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Kooba FF SALE before Christmas Day

Thursday, December 17, 2009

เราไม่ได้อัพเรื่อง SALE ซะนาน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรลดราคา แต่มันมีเยอะจนเลือกไม่ถูก

สัปดาห์นี้ร้านค้าออนไลน์มี FF SALE (FRIENDS & FAMILY SALE) หลายร้าน เพราะเป็นช่วงเวลาเหมาะที่คนจะต้องสั่งซื้อของสำหรับคริสต์มาสกัน ต้องเผื่อเวลาส่งของด้วย

วันนี้ตื่นมาเห็นเมล์ Kooba SALE 20% ทั้งร้าน ก็ดีใจ เพราะดูๆกระเป๋าไว้ สองวันก่อน ไม่นึกว่าจะมี SALE use code Kooba20 at check out นะคะ รอบนี้ต้องให้ไว เพราะจะถึงแค่ December 18, 2009 เท่านั้น วันเดียวเองง่ะ

ถ้า COACH จะไม่มี SALE หน้าเวป แต่คิดว่ามีที่ OUTLET เค้าจะมีแจกคูปองให้หน้าร้านลดเพิ่ม 10-20% เราก็ไม่รู้ว่าที่ไหนยังไง เพราะแต่ละที่อาจไม่เหมือนกัน สินค้าในร้านก็มีไม่เหมือนกัน

บางคนไม่รู้จักกระเป๋านี่ห้อ Kooba ... ก็ไม่แปลกถ้าจะไม่รู้จัก ถ้าเราไม่ได้อยู่อเมริกา เราก็คงไม่รู้จักเหมือนกัน Kooba เป็นกระเป๋าในระดับราคาเดียวกับ COACH แต่ Kooba อาจจะการตลาดไม่กว้างเท่า รูปแบบกระเป๋าของ Kooba ส่วนใหญ่จะสีพื้นๆ เรียบๆง่ายๆ แต่หนังดี บางคนมองเหมือนกระเป๋าราคาถูก แต่เรามองว่ามัน chic บางรุ่นบางแบบออกไม่นานก็หมด เพราะความที่มันมีลูกเล่นเล็กๆน้อยๆ และใช้กับการแต่งกายแบบไหนก็ง่าย สะพายออกมาดูดีกว่ามองมันวางบนหิ้งเฉยๆ

เดี๋ยวพี่สาวเราต้องถามมาอีกว่า Longchamp มัน SALE มั้ย จะอะไรนักหนาก็ไม่รู้กะอีกระเป๋าแม่บ้านซื้อกับข้าวเนี่ย มีกี่ใบก็ไม่พอ มันสวยตรงไหน?

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Wedding Preparation Part6 : Wedding Invitation Cards

Tuesday, December 15, 2009

เตรียมตัวแต่งงาน ตอนที่ 6 : การ์ดแต่งงาน


หลังจากคุณจองสถานที่ไว้แล้ว คุณก็ไปเตรียมพิมพ์การ์ดได้เลย

ไปติดต่อแถวไหน...ก็จะมีโซน
  • จตุจักร ทั้งเก่าและตึกใหม่ที่ติดริมถนนกำแพงเพชร ในโซนที่มีของชำร่วยขาย จะมีรับทำการ์ดด้วย
  • แถวพาหุรัด ใกล้ๆ ดิโอลสยามพลาซ่า จะมีร้านการ์ดเฉพาะหลายร้าน
บอกตรงๆเลยว่าก่อนหน้านี้เราไม่ได้รู้เลยว่า งบตรงนี้มันจะกี่บาท เท่าไหร่ยังไง การ์ดใบละเท่าไหร่ ต้องพิมพ์กี่ใบ พอคุณไปดูจริงๆ คุณก็จะเข้าใจว่ามันมีหลายแบบ หลายราคาตั้งแต่ใบละ 10 ต้นๆขึ้นไปจนถึงใบละ 60-70 หรือแงพกว่านั้นก็มี คนในธุรกิจนี้เค้าแบ่งมันง่ายๆออกเป็น

การ์ดโหล กับ
การ์ดดีไซน์ (สั่งทำใหม่)

อย่างแรกที่เราเรียกว่าการ์ดโหล หมายถึงพวกการ์ดที่มีรูปแบบ ลวดลายสำเร็จอยู่แล้ว มีประทับตราคล้ายๆ การ์ดวันเกิดที่จะมียี่ห้อ HallMark ติดอยู่ด้านหลัง หรืออาจจะด้านหน้า ด้านล่าง อันนี้ยกตัวอย่างนะคะ พวกนี้ราคา ใบละแค่ 10 กว่าบาทขึ้นไป แล้วไม่ได้มีจำกัดขั้นต่ำเหมือนการ์ดดีไซน์ เวลาคุณจะสั่งก็แค่เอารายละเอียดพิมพ์เข้าไป บางทีคุณอาจจะเคยได้รับการ์ดแบบนี้มาก่อนแล้วก็ได้ เราคิดว่ามันก็ไม่เลวร้ายมาก แต่เราแค่รู้สึกไม่ดีที่เห็นตรา ยี่ห้อหลาอยู่ คือมันแปลกๆถ้าส่งให้ญาติผู้ใหญ่

ส่วนอย่างที่ 2 เป็นที่หลายคนทำ เพราะคนส่วนมากชอบความเป็น unique ไม่ชอบซ้ำแบบใคร โดยเฉพาะงานแต่งสำคัญของชีวิต ถ้างบมี และไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็มักจะเลือกแบบนี้กัน ราคาของการ์ดในกลุ่มนี้ก็ 30 กว่าบาทต่อใบขึ้นไป แต่จะถูกหรือแพงกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับกระดาษ สี ลวดลาย โบว์ หรือปั๊มทองหรือไม่ด้วย และก็ขึ้นอยู่กับร้านด้วย เราก็บอกไม่ได้ว่าร้านไหนถูกหรือแพงกว่ากัน แต่ไปโซนพาหุรัดนั่นแหละเยอะสุดแล้ว การสั่งการ์ดในกลุ่มนี้มักจะมีการบังคับให้ลูกค้าสั่งขั้นต่ำ ถ้าแขกคุณน้อยมาก อาจไม่เหมาะ ร้านที่เราทำเค้าขอขั้นต่ำ 300 ใบ

ก่อนที่คุณจะไปร้านการ์ดให้คุณคุยกับทางผู้ใหญ่เพื่อคอนเฟิร์ม
- รายละเอียดการจัดงาน สถานที่ วัน เวลาเร่ิมงาน (บางคนบ้าฤกษ์เริ่มงานเลี้ยง)
- ชื่อคุณพ่อ คุณแม่ และยศตำแหน่งของทั้งสองฝ่ายไว้ให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่ผิดพลาด
- จัดเลี้ยงแบบ ?
- จะมี dress code มั้ย ถ้ามีแล้วอยาก ระบุก็ใส่ไปด้วยด้านล่างสุด
- พิมพ์ภาษาอังกฤษด้วยหรือไม่ ถ้ามีให้เตรียมรายละเอียดข้างต้นเป็นภาษาอังกฤษไปด้วย
- เพื่อนเราบางคนมีผู้ปกครองเสียไป แต่ใส่ชื่อมาด้วยเพราะเค้าอยากระลึกถึง ซึ่งคนทั่วไปไม่ทำแบบนั้นนะคะ ยังไงก็ปรึกษาญาติผู้ใหญ่ดูก่อนจะดีกว่า

ของเราพิมพ์ภาษาอังกฤษด้วย เพราะมีแขกต่างชาติ ร้านที่รับทำการ์ดส่วนใหญ่จะมี Pattern คำเรียนเชิญอยู่แล้ว ทั้งไทยและอังกฤษ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องพิมพ์ว่าอะไร แต่ถ้าคิดว่าไม่ชอบที่ทางร้านมีให้ หรือคิดว่าอะไรเหมาะสมกว่าก็เปลี่ยนแปลงได้นะคะ

เรื่องการ์ดดูเหมือนง่ายมากๆแล้ว แต่ปัญหาก็ยังมี ถ้าใครได้อ่านหลายๆตอนก่อนหน้า ว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ซึ่งเราก็ต้องเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมด รวมถึงรายละเอียดในการ์ดด้วย เป็นผลให้ร้านมาคิดเงินเพิ่มและทำให้เราต้องวีนแตก กลายเป็น Bridezilla ไปในพริบตา

Case study อ่านไว้ แล้วอย่าให้มันเกิดขึ้นกับคุณ
ตอนที่เข้าไปคุยและสั่งไว้ทางคนรับงานก็พูดขั้นตอนให้เราฟัง ว่าถ้าเราสั่งการ์ดดีไซน์ เค้าก็จะมีให้เราเลือกขั้นต้นคือรูปแบบการ์ดเป็นแบบไหน จะใบเดียว หรือจะพับ ถ้าพับจะพับกี่ทบ พับลงหรือพับด้านข้าง หรืออื่นๆ แล้วพอเลือกรูปแบบที่อยากได้แล้วก็เลือก theme สี หรือสไตล์ของการ์ด แล้วก็ มาเรื่องรายละเอียดภายใน ว่าจะเอาตัวอักษรแบบไหน ใช้เครื่องหมายอะไรขั้นระหว่างชื่อ .... ก็ประมาณนี้ค่ะ คร่าวๆ

ทางคนรับงานบอกว่าหลังจากนี้ดีไซน์เนอร์จะทำตัวอย่างแล้วส่งให้ทางเราดู ทางเมล์ ทางเราสามารถเปลี่ยนดีไซน์ได้ ถ้ายังไม่พอใจ แต่ถ้าพอใจแล้ว ตรวจเช็คการสะกดถูกต้อง เค้าก็จะพิมพ์ตัวอย่างมาให้เราตรวจอีกรอบว่ามันจะออกมาหน้าตาแบบนี้ สีอย่างนี้ เหมือนกับที่คิดมั้ย ถ้าเราโอเคกับตัวอย่างเค้า ก็จะพิมพ์จริง แต่ถ้าไม่โอเคก็ทำตัวอย่างมาให้ดูใหม่ แต่ถ้าหลังจากนี้มีการเปลี่ยนแปลง หรือเราไม่ตรวจสอบชื่อให้ดี แล้วทางร้านดันสะกดผิดเอง แล้วต้องมานั่งพิมพ์ใหม่ ทางเราต้องจ่ายในส่วนนี้เอง อันนี้ make sense อยู่ เข้าใจ

แต่ที่มันมาเป็นปัญหากับเราเนี่ย มันเป็นเพราะทางเรากับทางร้านเข้าใจไม่เหมือนกัน เราก็ไม่รู้ว่าเราโง่หรือร้านมีลูกเล่นกันแน่

ต้นปีเราก็ไปสั่งการ์ดไว้ แล้วระหว่างนี้ก็รอดีไซน์เนอร์ทำแบบตัวอย่างทางเมล์มาให้ดู ก็เปลี่ยนไปจนลงตัวที่เราคิดว่าชอบ เราก็บอกแบบนี้โอเคแล้ว ก็พิมพ์ตัวอย่างมาให้ดูแล้วกัน สักพักทางร้านบอกว่าทำตัวอย่างมาแล้วให้เข้ามารับ เราก็ให้น้องสาวเข้าไปเอาตัวอย่างที่ร้านแล้วส่งมาให้เราดูที่อเมริกา เพราะต้องการเห็นของจริง เราก็รอดูมากเลยนะว่ามันจะออกมาเป็นยังไง ปรากฏว่ามาถึงเป็นกระดาษพับๆไว้ 2 ทบ 4 ส่วน แล้วก็มีตัวย่อชื่อของใครไม่รู้เอาเทปใสแปะมา แล้วมีเอกสารแนบมาบอกว่า เค้าจำไม่ได้ว่าชื่อย่อของเราใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษว่าอะไร แล้วก็บอกว่ากระดาษที่เราเลือกไว้ไม่ใช่แบบนี้ของจริงจะหนากว่านี้ และบอกว่านี่เป็นสีที่เราเลือกไว้ และก็อื่นๆ ปั้๊บทองก็ไม่มี ซึ่งเราก็ผิดหวังอยู่ เพราะเราคิดว่าจะได้เห็นการ์ดที่เหมือนกับของจริงที่จะใช้ แต่นี่เป็นเหมือนแค่ลอง print ใส่กระดาษมาให้ดูซะงั้น เค้าก็ตอบเรามาทุกอย่างที่เราถามกลับไป ว่านี่มันตัวอย่างไง แต่ของจริงจะมีอะไรยังไง เราก็เออ ออๆ อืมๆ ก็เพิ่งจะรู้ว่านี่นะตัวอย่างของเค้า

โถ่...ถ้าแค่นี้เรียกว่าตัวอย่าง ไม่ต้องอุตส่าห์ให้น้องสาว ถ่อ ส่งมาให้ดูถึงนี่หรอก กลับมานั่งคิดว่าเค้าพูดมั้ยว่าตัวอย่างเป็นแบบไหน ก็ไม่ได้พูดเจาะจงลงไปเลยนะว่ามันจะเหมือนการ์ดจริงทุกอย่าง แต่เราคิดไปเอง อ้าวก็คนไม่เคยแต่งงานนี่หว่าจะ จะเคยสั่งพิมพ์มั้ย ใครจะไปคิดว่าจะให้ดูแค่กระดาษพับๆมาล่ะ แล้วใบหนึ่งไม่ใช่ราคาถูกๆ ใครจะคิดว่าทำแบบนี้ให้ดูเหรอเนี่ย ก็คิดว่าช่างมันเหอะ ถ้าเค้ารับรองว่าของจริงมันจะเป็นยังไง มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง กระบวนการนี้ก็เลยมาจนถึงช่วงที่เรารู้ว่าต้องเปลี่ยนสถานที่ เราก็เลยตอบเค้าไปว่าก็ตกลงอย่างที่ทำตัวอย่างให้ดูนี่แหละ ดีไซน์และสี แต่เราอาจจะเปลี่ยนสถานที่จัดงานหน่อยนะ เพราะญาติผู้ใหญ่อยากย้ายสถานที่ ถ้าได้สถานที่แล้วจะรีบแจ้งให้ทราบและพิมพ์จริงทันที เดี๋ยวเราต้องบินกลับไปดูสถานที่เอง ต้องรอหน่อย ทางร้านก็ไม่ได้ตอบว่าอะไรในเรื่องนี้ แต่พอสุดท้ายมาคิดเงินเราค่า block เพิ่ม 3000 บาท บอกว่าเพราะเราเปลี่ยนสถานที่ เรางงเลย ถามว่าจะมาคิดได้ยังไง ก็เรายังไม่ได้สั่งพิมพ์จริงเลย เค้าบอกก็ตัวอย่างนั่นแหละคือเราสั่งพิมพ์แล้ว !! คือเรายิ่งโกรธมากเข้าไปใหญ่ เราเอาอีเมล์ของเก่าที่เราเก็บไว้ทุกอันที่คุยตอบโต้กันให้ดู เราบอกว่านี่ไง เราทั้ง hilight ทั้งพิมพ์ตัวใหญ่ ไปในเมล์บอกว่า ยังไม่ต้องพิมพ์จริงนะ แล้วคุณจะมาคิดได้ยังไง

ทางร้านทำยังไงรู้มั้ย เค้าเอาอีเมล์อันที่เราบอกว่า โอเคให้พิมพ์ตัวอย่างมาได้เลย เอามาให้ดูบอกว่านี่คือเรายืนยันแล้ว เป็นคุณ คุณฉุนรึเปล่าล่ะ เราไม่เมล์ละ เราโทรหาเลย ข้ามประเทศมันนี่แหละ เราโทรไป เราก็บอกว่าทำไมทำแบบนี้ล่ะ สรุปเราเข้าใจกันคนละเรื่องใช่มั้ย พิมพ์ของเรากับพิมพ์ของทางร้านมันไม่ได้อยู่ในขั้นตอนเดียวกัน เราไม่รู้หรอกนะว่าขั้นตอนการทำตัวอย่างของคุณมันจะทำมาแบบไหน จะไปขึ้นบล็อกมาเรียบร้อยแล้วหรือยังไงเราไม่รู้ เพราะคุณไม่ได้บอกลูกค้า สิ่งที่เรารู้คือที่เราได้เห็นกระดาษพับๆ นั้น ถ้าบอกว่าแค่ print จาก printer มาก็เชื่อ

สิ่งที่เราได้คุยกับคนรับงานไม่ได้บอกตรงนี้กับเรา ถ้าคุณแจ้งเราก่อน เราจะไม่ทำอย่างที่เราทำเลย คือเจตนาเราใสมากๆ อันไหนพิมพ์บอกพิมพ์ อันไหนยังไม่พิมพ์จริงเราก็บอกไปเน้นๆ ว่ายังอย่าเพิ่งนะเพราะเดี๋ยวมีเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย ซึ่งที่จริงร้านน่าจะรู้จากอีเมล์เราด้วยซ้ำว่าเราไม่รู้ว่าตรงนี้มีค่าใช้จ่าย ถ้าคุณรู้ว่าเราเข้าใจผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วคุณควรแจ้งเราให้ทราบหลังจากเราบอกว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ แต่นี่ทางร้านก็ไม่ได้บอกอะไรเลย เงียบ !! แต่มาเล่นตลบเอาทีหลังนี่มันอึ้ง และโกรธ เหมือนรอให้งานเสร็จแล้วค่อยมาบอก เหมือนบังคับกันให้จ่ายเงิน

ทางร้านก็ยืนยันเสียงแข็งมากว่าเราต้องจ่ายๆ เรายิ่งปรี๊ดแตกเข้าไปใหญ่ ไปๆมาๆ ทางร้านบอกงั้นให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้กันคนละครึ่ง แน่ะ ยังมีลดราคาให้อีก คือเราบอกว่าปัญหาคือมันไม่ชอบใจที่ทางร้านทำแบบนี้มากกว่า คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ที่เจอหลังจากเจอสถานที่ตุกติกไปแล้วครั้งแรก อาการฉุนพวกทำธุรกิจแบบนี้ยิ่งคูณ 2 เราเลยบอกว่าบอกตามตรงเราโกรธอะ เอาไว้คุยกันทีหลังแล้วกัน ขอเราคุยกับแฟนก่อน เราก็บอกไปตรงๆนะ ถ้าโกรธเราไม่อยากคุย พอเราคุยกับแฟน แฟนเราฉุนยิ่งกว่าอีก เค้าไม่ชอบใจที่ทำไมคนทำธุรกิจกันอย่างนี้ คือไม่เหมือนฝรั่งอะ ถ้าคุณกลัวอะไรไม่เป็นไปตาม contract ที่คุยกัน คุณก็มีเอกสารอธิบายสิ ไม่ใช่ปากเปล่า แล้วพนักงานแต่ละคนจะพูดเหมือนกันบอกรายละเอียดได้หมดมั้ยล่ะ ก็ไม่รู้ ดิฉันน่ะพิมพ์การ์ดใบแรกนะคะ แต่ร้านน่ะ พิมพ์การ์ดใบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือข้อผิดพลาดของการสื่อสารง่ายๆที่มันอาจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ คุณก็ไม่ต้องทำธุรกิจแล้ว หรือคุณก็อาจจะเจอลูกค้าแบบเราอีก คนที่เค้าไม่ลงให้กับคุณจริงๆ เรามานั่งคิดว่านี่เราโง่หรือเปล่าวะเนี่ย ... ก็ไม่นะ ... ทางร้านอ่านอีเมล์เราทุกฉบับก็น่าจะเข้าใจอยู่ว่าเราเข้าใจว่าอย่างไร แต่ไม่โต้แย้ง แล้วจะให้เราคิดยังไงเนี่ย แค่ความเข้าใจขั้นต้นก็ไม่เหมือนกันแล้ว

แฟนเราบอกเลยว่า ให้บอกร้านไปเลย ทางเราจะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้แม้แต่บาทเดียว !! เพราะถ้ายอมให้ก็ถือว่าความผิดเราสิ แล้วร้านก็ไปเป็นแบบนี้กับคนอื่นอีก สรุปเราก็ยืนกรานไปแบบนั้น เราไม่คิดว่าร้านจะเจ๊งหรอกค่ะ ได้เงินค่าพิมพ์การ์ดเราไปหมื่นกว่าบาท แค่นี้จะเป็นไร แค่อยากจะบอกให้รู้ว่าคนที่เค้าไม่พอใจน่ะ มันไม่พอใจใน tricky ไม่ใช่ว่าไม่จ่ายเงินเพราะมันแพง หรืออะไร... จะบอกว่า 3000 น่ะดิฉัน เอาไป tip ให้คนจัดดอกไม้แทนแล้ว คือให้คนให้ถูก ถ้าอะไรที่คิดว่าไม่ถูก ก็ไม่ควรได้รับเลย เราเป็นคนแบบนี้ด้วยสิ

สุดท้ายเจ้าของร้านต้องมาคุยเอง และยอมให้อีลูกค้ามันไป แต่คงด่าลับหลังไปหลายตลบแล้วว่าอีนี่เรื่องมากชิบ ... มุมมองมันไม่เหมือนกันหรอกนะคะเรื่องแบบนี้เนี่ย การ์ด 1 ใบของเรา กับการพิมพ์การ์ด 1 ใบของทางร้าน คุณค่าทางใจมันไม่เหมือนกัน ไม่ต้องเอ่ยชื่อร้านนะ ไม่อยากทำร้ายกัน แต่แค่เป็นเรื่องให้คนที่กำลังจะสั่งทำการ์ด ให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ ให้รู้ว่าร้านเค้า มีวิธีคิดแบบนี้ เราก็ fight ตามสิทธิ์ของเราที่เป็นลูกค้า ... ถ้าเราไม่ได้เอาเปรียบใครก็อย่าให้ใครมาเอาเปรียบเรา บอกตัวเองไว้แบบนี้เสมอ.

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Wedding Preparation Part5 : Wedding Planner

Saturday, December 12, 2009

เตรียมตัวแต่งงาน ตอนที่ 5 : Wedding Planner

จำเป็นต้องใช้ Wedding Planner มั้ย?

Organizer หรือ Wedding Planner เรียกอย่างไหนก็ความหมายใกล้เคียงกัน แต่เราสังเกตุว่าคนไทยหลายคนชอบติดเรียก organizer มากกว่า แต่ถ้าฝรั่งเค้าจะระบุไปเลยว่า ให้ wedding planner จัดการให้ ซึ่งจะจัดการทุกๆอย่างเลย คุณจ่ายเงินอย่างเดียว

มีคนถามว่าทำไมไม่ใช้ Organizer ทำให้ล่ะ สำหรับเรา ไม่คิดว่าต้องการนะ ถ้า Organizer ก็แค่ทำทุกอย่างตามที่เราเขียนไว้ในตอนแรก อย่างนั้นดิฉันทำเองก็ได้ค่ะ ไม่ได้มีอะไรยากเย็นเลย เพราะสุดท้ายแล้ว Organizer ก็ต้องมาถามคุณอยู่ดีว่า ต้องการให้ทำการ์ดแบบไหน ต้องการให้จัดดอกไม้ยังไง ธีมสียังไง เพราะเค้าต้องทำตามความต้องการคุณใช่มั้ยล่ะ นอกเสียจากว่า คุณบอกว่าไปจัดการทั้งหมดเลย พร้อมตัดสินใจด้วย..... แล้วอย่างนั้น มันจะรู้สึกว่าเป็นงานของคุณเหรอ ไม่ได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมอะไรเลย

ลองมาดูข้อดี ข้อเสียของแต่ละอย่างก่อนแล้วกัน

Wedding Planner or Organizer

ข้อดี :
  • มีประสบการณ์ รู้ว่าจะต้องเตรียมอะไรยังไงบ้าง เพราะมันคืองานของเค้า ถ้าคนทั่วไปคงไม่รู้ งานแต่งงาน จะแต่งกันสักกี่ครั้งในชีวิตนึง
  • ให้คำแนะนำกับคุณได้ หากบางคนไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องการรูปแบบงานอะไร ยังไง ต้องทำอะไรยังไงบ้าง
  • คุณไม่ต้องวิ่งไปหาเองทุกอย่าง มันจะเหนื่อย ยิ่งถ้ามีเวลาน้อย จะไม่มีเวลามาดูแลตัวเอง ให้ดูดี
ข้อเสีย
  • เจอ organizer มือสมัครเล่น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่เป็น
  • หรือเจอพวกรับงานล้นมือ ทำให้ไม่มีเวลามาใส่ใจกับเรื่องของคุณมากเท่าที่คุณต้องการ เพราะรายละเอียดมันจุกจิกมากๆ ค่ะ
  • เสียเงินค่าจ้าง เราไม่ทราบว่าทั่วไปรับยังไง แต่ข้อมูลที่มีคนเสนอระหว่างเตรียมงานของเราเอง ค่าจ้างจะอยู่ประมาณ 10,000 บาท ซึ่งราคานี้ไม่ได้ดูให้ตั้งแต่เลือกสถานที่นะ แต่เป็นครึ่งหลังที่จัดการในวันงาน

เตรียมงานเอง
ข้อดี
  • รู้สึกภูมิใจ ที่สามารถเตรียมทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
  • ทำให้คุณโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น (แม้จะโตแล้วก็ตาม) เพราะต้องรับผิดชอบหลายเรื่อง รวมถึงรู้จักแก้ปัญหาและตัดสินใจ
  • รู้สึกว่ามันเป็นงานของเรา จะดีหรือไม่ดี มันก็เป็นความทรงจำวันหนึ่งที่เราได้เตรียมมา โอกาสหน่ึงในชีวิต
  • ครอบครัวและคนใกล้ชิดมีส่วนร่วม ช่วยงาน ช่วยตัดสินใจ
  • เพื่อนๆรู้สึกว่ามีส่วนร่วมและเป็นคนสำคัญคนหนึ่งที่เราจะเรียกหาเวลาต้องการความช่วยเหลือ
  • ไม่ต้องไปเสียเงินให้ organizer
  • Unique และเป็นสิ่งที่เราต้องการ
ข้อเสีย
  • เหนื่อย ต้องจัดการจนถึงวันสุดท้าย
  • ถ้าไม่หาข้อมูลให้ดีก่อน จะไม่รู้ว่าต้องเริ่มทำอะไร และอาจโดนเอาเปรียบจากผู้ให้บริการได้
ถ้าคุณจะทำเองทุกอย่าง คุณต้องเป็นคนที่ organize ได้ดี มีการทำเอกสาร file รายละเอียดต่างๆ ไว้ ซึ่งงานแบบนี้ผู้ชายคงไม่ทำ ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะรับงานพวกนี้ไปทำซะมากกว่า ให้ทำใจไว้เลยว่า แล้วถ้ามันเริ่มยุ่งวุ่นวาย น่าเวียนหัว เธอก็จะเริ่มพาลใส่ผู้ชายว่าทำไมไม่ช่วยกันเลย ก็จะพาลทะเลาะกัน มันคงต้องมีบ้าง แต่มันก็แค่ความเครียดช่วงเดียว ผ่านไปก็จบ

สำหรับเรา เรากับแฟนเตรียมเองทุกอย่าง แต่ส่วนมากก็ผู้หญิงทำนั่นแหละ เตรียมทุกอย่างให้พร้อมด้วยตเัวเองทั้งหมด และให้คนอื่นดูแลแทนในวันงาน ซึ่งจะมีเอกสารเอาไว้ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง และจะมีเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ ญาติๆช่วยในวันงานจริง ก็จะเรียกประชุมประมาณบ่าย 2 นัดทุกคนที่เกี่ยวข้องมาที่โรงแรม สถานที่จริง brief งานให้ฟัง ให้ทุกคนได้เจอกัน รู้จักกันก่อนว่าใครเป็นใคร รวมถึงทางคนของโรงแรมด้วย

เราใช้วิธีดึงเพื่อนมาจากกลุ่มต่างๆกลุ่มละ 1 คน ทั้งของเราและของแฟน เช่น

เพื่อนสมัยมัธยม
เพื่อนที่ทำงานเก่า
เพื่อนร่วมหอพัก
พี่น้องทั้งสองฝ่าย
เป็นต้น

คือแจกงานให้ทุกกลุ่มไปเลย เพราะอยากให้คนที่มาร่วมงานรู้สึกว่าเพื่อนๆทุกกลุ่มมีส่วนร่วม ไม่ได้ให้ใคร กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจัดการให้ เพราะทุกคนก็ตั้งใจงานมาเหมือนๆกัน เคยไปงานหลายคน บางครั้งรู้สึกเหมือนไม่รู้จักใครเลย รู้จักแต่เจ้าบ่าว หรือเจ้าสาวเท่านั้น แล้ววันจริงๆ แค่จะเอ่ยปากคุยกันยังแทบไม่มีเวลา

วิธีการที่เราเลือกใช้ มันก็อาจจะไม่ได้ทำให้ทุกคนที่มาร่วมงาน รู้สึกมีส่วนร่วมได้ทั้งหมด เพราะคนที่รับผิดชอบมันน้อยกว่าแขกมาก แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน โชคดีที่ทีม Assistants ที่มาช่วยงานเราทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี

พองานจบคุณก็มีของขวัญขอบคุณให้เพื่อนๆทุกคนไป แค่นี้ก็เกินความคาดหมายแล้ว ดีกว่าไปให้ Wedding Planner กับใครไม่รู้มาจัดการงานเรา

สิ่งที่คุณต้องการคือ ข้อมูล และใช้คนให้ถูก เลือกบริการให้ดี แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วค่ะ ปัญหามากกว่านั้นมันนอกเหนือการควบคุมของเราแล้ว...ทำได้ดีที่สุดเท่าไหร่ก็ เท่านั้น เพราะสุดท้ายเมื่องานจบลง ผ่านไป สิ่งที่คนคิดถึง ไม่ใช่ว่าธีมงานสีอะไร ยังไง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้เจอใครมาร่วมงาน ได้มาอวยพรเรา ได้เห็นเพื่อนๆช่วยกัน ได้เห็นพ่อแม่ดีใจ ภูมิใจ ได้พูดคุยแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ กันมากกว่า..

ตอนต่อไปเป็นเรื่อง "การ์ดแต่งงาน"

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Wedding Preparation Part4 : สถานที่

เตรียมตัวแต่งงาน ตอนที่ 4 : สถานที่


เราจะพูดถึงเฉพาะงานตอนเย็น ซึ่งสถานที่ส่วนใหญ่ก็หมายถึงโรงแรมนั่นเอง จะเป็น indoor / outdoor / beach หรืออื่นๆ ก็ตาม คุณก็ต้องจอง ล่วงหน้าไว้เผื่อ เพราะนอกจากจะการันตีว่าคุณมีสถานที่แน่ๆแล้ว คุณยังต้องเอาสถานที่ไปพิมพ์การ์ดแต่งงานต่อด้วย

ปกติถ้าคุณไปจองสถานที่ไว้ ก็จะต้องมีการวางเงินมัดจำ แต่เท่าไหร่อันนี้แล้วแต่สถานที่

ส่วนเรามีประสบการณ์ที่น่าหงุดหงิดกับสถานที่รายหนึ่งมากๆ ซึ่งเราบินกลับไปดูและจองไว้ FEB (งานเรา NOV ) เราวางเงินสดไว้ให้เลย ได้รับเอกสารสัญญามา ก็อ่านดูคร่าวๆ โอเค รับทราบว่าเป็นยังไง แต่พอต้นๆ JUN ญาติผู้ใหญ่ไปดูสถานที่จริงแล้ว ต้องการเปลี่ยนสถานที่ เพราะมันไม่สะดวกหลายๆอย่าง เราเลยรีบโทรไปบอกยกเลิกกับเค้า และขอเงินมัดจำคืน เพราะในสัญญาระบุว่า ต้องแจ้งยกเลิกล่วงหน้าก่อน 3 เดือนถึงจะได้มัดจำคืน เราก็ทำตามทุกอย่าง แล้วเราบอกล่วงหน้าตั้ง 6 เดือน แต่ทางสถานที่กลับบอกว่า จะคืนให้ครึ่งเดียว ... อ้าว เหตุผลอะไร เราเร่ิมถามแบบฉุนๆ ก็เราทำตามสัญญาแล้วนี่ ไม่มีตรงไหนบอกว่าจะให้คืนแค่ครึ่งเดียว ทางโน้นเริ่มให้เหตุผลแบบ ... เนื่องจากวันที่เราจองไว้ ในช่วงที่ผ่านมา มีลูกค้ามาสอบถามวันนั้นและทางเค้าได้ปฏิเสธไปถึง 3 ราย ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไป ... เป็นคุณ คุณรู้สึกยังไง จะมีจริงหรือเปล่า เราก็ไม่อาจไปรู้ทางคุณได้นะ เรารู้แต่เราทำตามสัญญาแล้ว ทางคุณก็ควรทำตามสัญญาด้วย

เรานะไม่ชอบพวกที่ทำธุรกิจแบบนี้เลย ไม่ตรงไปตรงมาเลย เราไม่ชอบ surprise อะไรแบบนี้ หรือที่คุณอาจจะเรียกพวกนั้นว่า tricky ก็ได้ ถ้ามันมีระบุไว้ในสัญญาสักตัวอักษรนะ เราจะไม่รู้สึกหงุดหงิดกับบริการของที่นี่เลย เพราะเรารับทราบมาก่อน พอเริ่มออกอาการไม่พอใจ เถียงกลับ ทางโน้นก็เริ่มให้ option เพิ่ม บอกว่า เอางี้นะ ถ้าระหว่างนี้จนถึงวันที่เราจองไว้มีคนมาจองแทนที่ เค้าจะคืนเงินให้เต็มจำนวน โอเคจะเอาแบบนั้นก็ได้ ถ้าคุณอยากทำธุรกิจแบบนั้น แล้วเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ เราปล่อยไปนานมากจนแบบอีกเดือนกว่าจะถึงงานเราอยู่แล้ว แต่ทางโน้นยังไม่ติดต่อมาคืนเงิน จนเราก็ลืมไปเหมือนกัน ลืมจริงๆนะ พอนึกได้ปุ๊บ รีบตามปั๊บ ปรากฏว่าทางโน้น มีคนมา book แล้ว แต่ยังไม่คืนเงินเรา หมายความว่าไงเนี่ย ... ส่วนเรื่องเสียความรู้สึก มันเรียกกลับคืนไม่ได้อยู่แล้ว ถือซะว่าเป็นบทเรียนแล้วกัน มีเพื่อน บอกเพื่อน ไม่เอาที่นี่ อย่าๆๆ ไม่อยากใช้ที่นี่โจมตีใคร ไม่เอ่ยชื่อนะคะ

นี่เป็นความยุ่งยากอย่างแรกที่เจอ เมื่อบางสิ่งบางอย่างมันไม่เป็นไปตามแผนที่คุณวางไว้ ... รออ่านเรื่องต่อๆ ไป แล้วคุณจะรู้ว่าถ้าคุณต้อง deal กับคนหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อมีผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวคุณจะต้องเตรียมตัวยังไง พวกนี้มักจะเป็นแบบว่าก่อนหน้าจ่ายเงิน อะไรก็ได้ บริการก็ดี พูดจาดี แต่หลังจากนั้น ช่างหัวมัน...

ขอกลับมาเรื่องสถานที่ สิ่งที่คุณต้องเตรียมไปคุยช่วงที่ตระเวนหาโรงแรม ให้คุณ list รายละเอียดและรูปแบบงานที่คุณต้องการไว้ เช่น
  1. วันเวลาที่จัดงาน
  2. ช่วงเวลาจัดงานกี่ชั่วโมง (3 หรือ 4 เพราะส่วนใหญ่จะหยุดให้บริการเครื่องดื่ม flee flow ที่ 3 ชั่วโมง ถ้า 4 ชั่วโมง จะเพิ่มบริการเครื่องดื่มให้ฟรีมั้ย)
  3. จำนวนแขก กี่ท่าน
  4. ที่โรงแรมนั้นๆ มีจัดงานแต่งกี่งานในวันนั้น (ในกรณีที่ทราบนะ เพราะบางคนอยากเลี่ยงคน เพราะงานชนกัน)
  5. ถ้าจัด outdoor สามารถจัดที่ไหนได้
  6. แผนสำรองสำหรับ outdoor หากฟ้า ฝนไม่เป็นใจจะทำยังไง ใช้สถานที่ไหน ห้องไหนแทน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมั้ย
  7. โต๊ะ VIP คาดว่าจะมีประมาณกี่โต๊ะ จะมีอะไรพิเศษ คิดอะไรเพิ่มมั้ย
  8. อาหารเสิร์ฟแบบไหน ? Chinese Banquet /Buffet Thai/Buffet Inter./Cocktail/Mixed
  9. ขอเมนูอาหารทุกแบบมาเปรียบเทียบถ้ายังไม่ได้เลือกไว้
  10. ถ้าโต๊ะจีน ขอราคาโต๊ะมาเปรียบเทียบ(เมนูอาหารต่างกัน) โต๊ะละกี่ท่าน (ปกติ 10 แต่คุณสามารถเลือกได้มากหรือน้อยกว่านั้น)
  11. ถ้าบุฟเฟต์ ถามว่าคิดราคายังไง เหมาจ่ายหรือนับหัว ต้องการันตีจำนวนแขกขั้นต่ำหรือไม่ เด็กจะคิดราคายังไง
  12. มี Gimmick อะไรบ้าง เช่น Fondue, ซุ้ม Dessert เพิ่มเติมราคาเท่าไหร่
  13. ราคาโต๊ะที่แจ้งรวม TAX หรือ Service Charge หรือยัง หรือต้องมีรวมอะไรอย่างอื่นอีก
  14. คิดค่าอาหารแยกเครื่องดื่มมั้ย
  15. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้านำมาเองคิดหรือไม่ ถ้าคิดเท่าไหร่ ยังไง
  16. แอลกอฮอล์อะไรบ้างที่ให้นำมาเองได้ (ส่วนใหญ่ไม่ให้เบียร์)
  17. ทางโรงแรมเตรียมอะไรให้บ้าง (เช่น ดอกไม้/ซุ้มถ่ายรูป/ดนตรี/เครื่องเสียง/projector and screen/ ice carving/ป้ายบอกทางแขกมางาน/ ที่จอดรถแขก VIP และแขกปกติ/ตกแต่งเวที/ เค้ก/ป้ายชื่อบนเวที/ไมค์/สมุดลงทะเบียน/ ห้องพักฟรี บ่าว สาว เป็นต้น)
  18. หากจ้างบริการจัดดอกไม้ส่วนตัวมาจัดเพิ่มเติม จะมีคิดค่าอะไรหรือไม่ อย่างไร (หลายที่คิดหลายหมื่น!! บังคับกันทางอ้อมชัดๆ )
  19. หากหาวงดนตรี เข้ามาเอง คิดอย่างไร (บางที่คิดค่าไฟคุณเป็นหมื่น)
  20. Screen ขนาดเท่าไหร่ มีกี่จอ ครอบคุมจำนวนแขกหรือไม่
  21. หรือหากไม่ต้องการบางสิ่งบางบางอย่างที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ สามารถคืนเป็นเงินหรือเปลี่ยนเป็นอะไรได้มั้ย
  22. ถ้าจัดริมสระน้ำ วันที่จัดงาน ยังให้แขกอื่นมาใช้สถานที่ใกล้เคียงมั้ย หรือปิดเป็นบริเวณส่วนตัวไปเลย
  23. แขกที่มางานหากพักที่โรงแรมนี้ด้วยจะได้ Special Rate หรือไม่ เท่าไหร่ เงื่อนไข
  24. มัดจำเท่าไหร่ ? จ่ายโดยอะไรได้บ้าง
  25. ชำระเงินส่วนที่เหลือยังไง เงินสด/เช็ค/บัตรเครดิต จำนวนเท่าไหร่ เมื่อไร่ ยังไง
  26. หากเกิดเหตุสุดวิสัย ต้องยกเลิกงาน เงินมัดจำจะได้คืนมั้ย เท่าไหร่ ยังไง เงื่อนไข
  27. ขอดูภาพ รูปแบบดอกไม้ โต๊ะ หรือสีโบว์ผูกเกาอี้ หรือของฟรีอื่นๆที่โรงแรมเคยจัดงาน
ถ้าใครกำลังเตรียมงาน หาโรงแรมอยู่ แล้วไม่รู้ว่าไปแล้วจะถามอะไรดี ให้ copy and paste and print ไปได้เลยค่ะ แล้วเอาไปถามต่อหน้า SALE ที่โรงแรม จะได้ไม่ลืมว่าขาดตกบกพร่องอะไรไป อันนี้เป็นแค่ขั้นต้น คิดว่ายังมีอีก แต่ตอนนี้คิดไม่ออก ลืมไปบ้างก็มี คุณไม่จำเป็นต้องใช้ทุกข้อ รูปแบบงานคุณเป็นแบบไหนก็เตรียมเฉพาะที่ต้องการอยากรู้ แต่ถ้าคุณถามได้ตามนี้ มันจะง่ายต่อการตัดสินใจ เปรียบเทียบของคุณมาก

แล้วทางโรงแรมก็จะส่งอีเมล์ Quotation มาให้คุณหลังจากนั้น ถ้า SALE โรงแรมไหนทำงานละเอียด เค้าจะใส่ข้อมูลที่คุณถามไว้ เข้ามาให้ด้วย

ถ้าคุณเลือกสถานที่ได้แล้วให้คุณติดต่อกลับ SALE ของโรงแรมอื่นๆ ที่รอตอบรับคุณด้วย เพื่อแจ้งว่าคุณได้สถานที่แล้ว เพื่อไม่ให้เค้ารอ เป็นมารยาทอย่างหนึ่งที่ควรทำนะคะ

ยังไงก็ตามไปที่หนึ่งๆคุณต้องใช้เวลาคุยและดูสถานที่ประมาณ 1 ชั่วโมงอย่างน้อย ถ้า plan ไปหลายที่วันเดียวก็กะเวลาหน่อย

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Wedding Preparation Part3 : พิธีตอนเช้า

ใครเรียกอะไรเราไม่รู้นะ แต่เราเรียกมันว่า "พิธีตอนเช้า" อย่างที่บอกไปแล้วว่า
  • ก็มีแห่ขันหมากสู่ขอ
  • กั้นประตู แจกซอง
  • มอบสินสอด โรยข้าวตอก งา และอื่นๆ ตามความเชื่อเพื่อความเจริญงอกงาม ก้าวหน้า
  • สวมแหวน
  • รับไหว้ญาติผู้ใหญ่
  • พิธีรดน้ำสังข์
  • ถ่ายรูปครอบครัว ญาติ
แต่จะเรียงลำดับยังไงให้ถูกต้องตามหลักจริงๆ ไม่รู้นะ ไม่ได้อะไรมากกับเรื่องนี้ อย่าเอาของเราไป reference เลยค่ะ เพราะเราทำตามสะดวกมากกว่า

เพื่อนเราหลายคนก็มีแค่พิธีช่วงเช้าตามประเพณี แล้วก็เลี้ยงแขกกันไปถึงกลางวันเลย ส่วนช่วงเย็นไม่มีกินเลี้ยงอีกรอบ เพราะจะได้ประหยัด และไม่เหนื่อยแขกผู้ใหญ่ด้วย

คำถามคือ

1. เรื่องชุดขันหมาก : ปัจจุบันคุณไม่ต้องไปนั่งเหนื่อยหาเอง เพราะหลายที่มีจัดเตรียมให้คุณพร้อม หรือบริการรับจัดชุดขันหมากก็มีมากมาย ปากคลองคตลาดมีหมด คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ราคาอยู่ที่ประมาณไม่เกินหมื่น หรือหลักพันปลายๆ ถึง หมื่นปลายๆ แล้วแต่ว่าจะเอากี่พาน กี่คู่ ตกแต่งไฮโซขนาดไหน

2. สวมแหวน : เรื่องนี้เราก็ไม่ได้หาข้อมูลมาเหมือนกัน สรุปแต่งแบบ งงๆ ของเราเตรียมไว้ 3 วง
- แหวนเกลี้ยง สลักชื่อไว้ด้านใน หญิง ชาย คนละวง เอาไว้ใส่ปกติ
- แหวนเพชร ของผู้หญิง 1 วง
ถึงเวลาจริงจะใช้ อะไรแลกกันก็ได้ ไม่ได้กำหนด

3. รับไหว้ญาติผู้ใหญ่ : พูดง่ายๆก็คือพิธีที่ พ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่จะมอบของขวัญให้เรา ส่วนใหญ่ก็คือเงินใส่ซองมาให้ หรือพ่อแม่ใครจะให้ที่ดิน บ้าน รถ หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วทางเราก็จะมีของขวัญเล็กๆน้อยๆ มอบคืนให้เป็นการขอบคุณท่าน ของที่ต้องเตรียมนี้ไม่มีใครกำหนดว่าจะต้องให้อะไร ส่วนใหญ่มอบ "ผ้าขนหนู" ให้ เพราะสะดวกและสามารถนำไปใช้งานได้ตลอด จะ ไฮโซ ผู้ดี มีจน ก็ผ้าขนหนูได้ค่ะ ! เราไปซื้อที่ Central เกือบ 50 ชุด แล้วเค้าจะมีห่อของขวัญ ติดการ์ดให้ฟรี ดูดี สวยงาม ราคาผ้าขนหนูที่ใช้งานได้ดีๆ หมายถึงแบบที่คุณภาพโอเค ไม่บางมากๆ ก็ราคาผืนละประมาณ 150 บาทขึ้นไป ใครพอใจจ่ายเท่าไหร่ แล้วแต่งบของแต่ละคน

4. ค่าใช้จ่ายในพิธีนี้ประมาณเท่าไหร่ :

- จัดที่บ้านผู้หญิง เป็นบรรยากาศที่ดีและอบอุ่นกว่าที่โรงแรมมากมาย เตรียมทุกอย่างกันเอง ฝ่ายชายก็เตรียมเครื่องขันหมากมา ก็แค่ประมาณไม่เกินหมื่น หรือเกินถ้าจัดของดีๆ ส่วนบ้านฝ่ายหญิง อาจจะเตรียมจัดดอกไม้ เตรียมสถานที่ ชุดตั่งรดน้ำ หรืออื่นๆ แล้วแต่งบและรูปแบบค่ะ แล้วก็เตรียมอาหารรับรองแขก ก็แล้วแต่จำนวนแขก เราว่าซื้ออาหารมาทำเองที่บ้าน ไม่กี่พันก็ได้หลายอย่างเยอะแล้ว ของเราจ่ายไป เกือบ 25,000 เฉพาะค่าอาหารที่ทำรับรองแขกที่บ้าน ญาติเยอะ

- จัดที่สำเร็จ หมายถึงสถานที่จัดงานแต่งงานโดยเฉพาะ ที่เค้ามีทุกอย่างเตรียมไว้ให้เรา ไปแต่ตัวก็แต่งได้ รวมถึงโรงแรมด้วย พวกนี้ราคามีตั้งแต่ 20,000 กว่าๆขึ้นไป นี่ราคาปราณี ในยุคประหยัดแล้วนะเนี่ย บางที่มี coffee & tea ให้ แต่บางที่ไม่มี ไม่รวมอาหารกลางวันรับรองแขกหลังพิธีเช้าเสร็จ ถ้าเอาอาหารอีกก็เพิ่มไปอีก จะคิดโต๊ะจีน หรือคิดเป็นต่อหัวก็แล้วแต่เลือก ข้อมูลนี้เราสอบถามมา 3-4 ที่

คำถามที่เราถามตัวเองในส่วนนี้ไม่มีแล้วนะ .. เขียนเท่าที่ตัวเองคิดน่ะค่ะ พรุ่งนี้มาเพิ่มเรื่องอื่นๆต่อ

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Wedding Preparation Part2 : เตรียมเงินแต่งงาน และสินสอด

Thursday, December 10, 2009

เตรียมตัวแต่งงาน ตอนนที่ 2 : เตรียมเงินแต่งงานและสินสอด

เราพยายามพูดไล่ไปเรื่อยๆจากตอนแรกว่าต้องทำอะไรยังไง พิธีสู่ขอคงไม่ต้องพูดถึง เพราะรู้ๆกันอยู่ แต่ที่หลายคนชอบมีคำถามคือ เอ่อ

จะแต่งงานทั้งทีต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?
สินสอด ทองหมั้น เท่าไหร่เรียกว่าเหมาะสม ?

เราคิดว่าคำถามแรกตอบได้ง่ายกว่า แต่งงานทีจะใช้เท่าไหร่มันก็แล้วแต่ว่าคุณจะจัดยังไง ถ้าจัดทั้งเช้าและเย็น รูปแบบไม่ต่างจากคนทั่วไป และงานเลี้ยงเย็นจัดที่โรงแรม คุณเตรียมประมาณ 300,000-500,000 บาทก็น่าจะโอเคแล้วค่ะ ไม่รวมแหวน และสินสอดทองหมั้น และของขวัญพิเศษอื่นๆ แต่จะถูกกว่านี้หรือแพงกว่านี้ก็แล้วแต่รายละเอียดต่างๆของงาน จำนวนแขกและสถานที่ด้วยนะ

ส่วนตัวของเรามีการทำ file ไว้เลย เราใช้ Number (for MAC) or Excel (for Windows) รายละเอียดจะมี

รายการ/จำนวน/ราคาต่อหน่วย/ราคารวม/มัดจำ/ค้างชำระ/Contact Person/Tel.

แค่นี้ก็จะรู้งบประมาณตัวเองคร่าวๆแล้ว

ส่วนอีกคำถาม เรื่องเงินเหมือนกัน คำถามง่ายๆที่ไม่ค่อยมีใครให้คำตอบคุณ...เมื่อเช้าเราได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งจัดงานแต่งงานเหมือนกัน ยังไม่เคยคุยกันถึงเรื่องสินสอดทองหมั้นเลย เพราะเราคิดว่ามันเรื่องส่วนตัวมากๆ การถาม อยากรู้ อยากเห็นเรื่องแบบนี้ถือว่าไม่ให้เกียรติ นอกจากเพื่อนจะบอก จะเล่าให้ฟังเอง

ก่อนอื่น ... ความเข้าใจง่ายๆตามกฏหมาย
สินสอดคือ "เงิน หรือ ทรัพย์สินอื่นๆ" ที่ฝ่ายชายมอบให้ "พ่อแม่ ฝ่ายหญิง" ส่วน
ทองหมั้น (หรือของหมั้น) คือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิง

  • พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเก็บสินสอดไว้เองทั้งหมด ก็ได้
  • หรือเก็บบางส่วนตามประเพณี และที่เหลือยกให้ลูกสาวตัวเอง เพื่อให้มีอะไรเป็นทรัพย์สินส่วนตัวบ้างก็ได้
  • หรือเก็บบางส่วนตามประเพณี และที่เหลือให้คืนทั้งสอง ถือเป็นของขวัญจากพ่อแม่ก็ได้
  • หรือพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะไม่หักอะไรออกเลย และยกให้ลูกสาวตัวเองทั้งหมด หรือให้ทั้งสองก็ได้
แล้วจะให้เท่าไหร่ดี ?! ...

หลายคนต้องไปพึ่งข้อมูลในอินเตอร์เน็ท ระดมความเห็นของหลายๆคู่แต่งงานๆ ว่าเตรียมสินสอด ทองหมั้นเท่าไหร่ดี ยังไง ส่วนใหญ่ถ้าผู้ชายก็จะแอบถามเพื่อนที่แต่งไปแล้วว่า ให้เท่าไหร่ยังไงดี แฟนเรามีคุณเพื่อนใจดีส่งวิทยานิพนธ์เรื่อง การประเมินมูลค่าสินสอด ทองหมั้นมาให้อ่าน โอ้โห มันเป็นคำถามที่ตอบยากจนถึงขั้นต้องมีการทำงานวิจัยเรื่องนี้กันเลยนะ ก็อ่านไว้เล่นๆเป็นความรู้ ส่วนใครจะตามไม่ตาม มันก็แล้วแต่ ส่วนเราไม่ได้คิดตามนั้น

งานวิจัยชิ้นนั้นสรุปตามกลุ่มตัวอย่าง ที่ถูกแบ่งโดย factors รายได้ครอบครัว ระดับการศึกษา และอะไรอีกจำไม่ได้ ของฝ่ายหญิง แล้วก็สรุปว่า มูลค่าสินสอด ทองหมั้น จะเป็นจำนวน " x เท่า" ของเงินเดือนฝ่ายชาย กี่เท่าก็ว่ากันไปตามกลุ่มที่ถูกแบ่งไว้ .... ตลกดี ที่เห็นคนทำขึ้นมา เอกสารนั้นมันหายไปแล้วอะ สงสัยลบทิ้งไปแล้ว

จากตัวอย่างของเพื่อนๆ ญาติๆทั้งที่แต่งงานและยังไม่แต่งงานบอกเรามาว่า (ไม่ได้รวมแหวนหมั้น)
  • ตัวอย่าง 1 : สินสอด เงินสด 400,000 ของหมั้น ทองคำ 20 บาท ทั้งชาย หญิง การศึกษาปริญาตรี รายได้ฝ่ายชายหลักหมื่น ส่วนฝ่ายหญิงประมาณหนึ่งแสน งานแต่งช่วยกันออกเงิน
  • ตัวอย่าง 2 : สินสอด เงินสด 500,000 จ่ายด้วยตัวเอง ของหมั้น ทองคำ 20 บาท ทั้งชาย หญิงการศึกษาปริญญาตรี ชายทำงานบริษัทใหญ่มั่นคงรายได้ประมาณ 3-4 หมื่นบาท หญิงทำธุรกิจครอบครัว งานแต่งพ่อแม่ช่วย
  • ตัวอย่าง 3 : สินสอด เงินสด ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน พ่อแม่ช่วย ของหมั้น ทองคำ ยังไม่รู้ ดูราคาก่อน ชาย ปริญญาโท ต่างประเทศ หญิง ปริญญาตรี ทั้งสองทำงานบริษัทเอกชนทั่วไปเงินเดือนไม่เกิน 40,000 บาท งานแต่งช่วยกันออก
  • ตัวอย่าง 4 : สินสอด เงินสด 400,000 บาท ของหมั้น ทองคำ 30 บาท ทั้งสอง ปริญญาตรี ชายเงินเดือน 1-2 แสน หญิง หลักหมื่นต้นๆ งานแต่งผู้ชายออกมากกว่า

สำหรับเราคิดว่าจะให้เท่าไหร่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ถ้าทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้คุยกันก่อน คุยกันตรงๆเลยว่ายังไง อย่าปล่อยให้ผู้ใหญ่ดุ่มๆไปเจรจาแล้ว ผิดใจกันกลับมา มันจะมองหน้าไปติดกันไปอีกนาน ผู้ชายก็คุยๆดูว่าเรามีเท่านี้ๆ คิดว่ายังไง ส่วนผู้หญิงก็ลองไปพูดคุยกับพ่อแม่ดูว่า อยากเรียกสักเท่าไหร่ ยังไง โดยส่วนมาก พ่อแม่มักตอบว่า " ไม่เรียกหรอก แล้วแต่ให้" อันนี้ถือว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จ ถ้าอยากได้คำตอบจริงๆให้ลองพูดตัวเลขที่เราคิดไว้ว่าเหมาะสมออกไปเลย แล้วถามว่าพ่อแม่คิดว่ายังไง

บางครั้งการที่ได้พูดคุยก่อนมันก็ช่วยให้เรารู้ด้วยว่าเค้าคิดอะไรอยู่ บางทีมันไม่ใช่เรื่องของจำนวนเงินหรอกค่ะ แต่มันเป็นเรื่องของการดูความตั้งใจของฝ่ายชายมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้วพ่อแม่ก็คืนให้เราทั้งสองอยู่แล้ว แถมยังให้ของขวัญก้อนโตมาอีก

หรืออีกกรณี พ่อแม่อาจเอาของของเราไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น ลูกเพื่อนอย่างเนี้ย มันก็จะมีข้อเปรียบเทียบเสมอ

เรารู้ว่ามันดูตลกที่มาเขียนเรื่องแบบนี้ แต่นี่แหละเป็นอาการอ้ำอึ้งที่มันเกิดขึ้นจริงๆที่ต้องผ่านจุดนี้มา พอพูดขึ้น คนมักมองว่าเห็นแก่เงิน แต่พอไม่พูด ไม่คิด ไม่เตรียมการเรื่องนี้ กลับทำผิดพลาด .... ไม่อยากให้ใครอยู่ในอาการแบบนั้น ใส่ใจกับเรื่องตรงนี้หน่อยดีกว่าค่ะ

© by Patt N. All Right Reserved.

:: Wedding Preparation Part1 : Planning

เตรียมตัวแต่งงาน ตอนนที่ 1 : วางแผนภาพรวม

เคยบอกว่าจะเขียนเกี่ยวกับเตรียมตัว เตรียมสวยก่อนแต่งงาน แต่เราว่าเขียนเรื่องเตรียมงานก่อนดีกว่า เพราะช่วงนี้คนแต่งกันบ่อยมากๆ ไปจนถึงต้นปีหน้า เอ่อ... ที่จริงมันก็ปกติอยู่แล้วนะ แต่ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเมื่อช่วงอายุเรามาถึงจุดหนึ่ง และเพื่อนๆ คนรู้จัก รอบข้างทะยอยแต่งเกือบพร้อมๆกัน

มีคนที่อ่าน blog ส่ง message มาคุยด้วยบอกว่าก็กำลังจะแต่งหมือนกัน แต่ยังไม่ได้เตรียมอะไร การเตรียมงานมันต้องใช้เวลา และหลายเรื่องมันจุกจิกมากกว่าเตรียมสวย เลยขออนุญาตเอาประสบการณ์ Planning ของเรามาเขียนก่อน ยกเว้นถ้าคุณจะไป "ทำศัลยกรรม" อันนี้เตรียมล่วงหน้าสัก 1 ปีเลยค่ะ หรืออย่างน้อยต้อง 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับศัลยกรรมอะไรด้วย และเผื่อถ้ามีปัญหาอีก... อย่าเสี่ยงดีที่สุด

มองง่ายๆเราว่าผู้หญิงมี 2 แบบ คือพวกที่ไม่ต้องการจัดงาน ต้องการอยู่กันแบบเงียบๆ หรือจัดเล็กๆเฉพาะ ครอบครัวกับครอบครัว กับอีกกลุ่มที่คนทั่วไปส่วนใหญ่เป็นกันคือ ต้องมีการจัดงานแต่งงาน มีแขกผู้ใหญ่ที่นับถือ ทั้งสองฝ่ายมาร่วมงาน มีเพื่อนๆ และอื่นๆ บางรายต้องจัดกันกลางสนามฟุตบอลเลยทีเดียว เชิญกันทั้งตำบล...

ถ้าคุณมีแฟนแล้วยังไม่ได้แต่ง และคุณเป็นแบบกลุ่มแรก ก็ไม่ได้หมายถึงคุณไม่ต้องจัด ไม่ต้องเตรียมการ ไม่ต้องรับรู้อะไร เพราะสุดท้ายแล้ว การแต่งงานก็เป็นเรื่องของ ผู้ใหญ่ การให้เกียรติ เคารพกัน และที่สำคัญอย่าลืมว่าพ่อแม่ของคุณเค้าก็มีเพื่อนสนิทมิตรสหาย มีหน้ามีตาในสังคม คุณลุงคุณอา เพื่อนพ่อแม่ ที่เห็นคุณมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย และต้องการมาร่วมงงานด้วย มันคิดแคบๆไม่ได้อะค่ะ เวลาจะคิดทีต้องคิดถึงพ่อกับแม่ด้วย คุณก็จะต้องทำ เราก็เป็นแบบนั้น ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องจัดเลย เพราะเราแต่งงานมาหลายปีแล้ว และอยู่ด้วยกันที่อเมริกานี่แหละ แต่แล้ววันหนึ่งแม่แฟนก็โทรมาเมื่อต้นปี 09 รับปีใหม่ บอกกับลูกชายที่รักว่า " ปีนี้จัดงานแต่งงานนะลูก " อย่างที่เคยบอกไว้ว่าจะแต่ง 09/09/09 แฟนเราก็พูดเล่นๆไว้กับแม่เค้านานแล้ว ไม่คิดว่าจะต้องจัดจริงๆ แต่แม่ดันจำไม่เลิก

เอานะ งั้นแต่งก็แต่ง แต่ว่าคงไม่ใช่ 999 นะ เอาวันสะดวกแล้วกัน กลับไปได้วันไหนก็จัดเมื่อนั้น เราบินกลับไปไทยปีนี้ถึง 3 รอบ ต้นปีเพื่อไปติดต่อเรื่องหลักๆ กลางปีกลับไปเพราะย้ายสถานที่และเรื่องวุ่นๆก็ตามมาอีกมาก และปลายปีก่อนงานเริ่มกลับไปเตรียมตัวและคอนเฟิร์มเรื่องต่างๆ2 สัปดาห์ก่อนวันงาน

เราก็เริ่มจากศูนย์ เอาไงก่อนดี เวปไซต์แต่งงาน หรือหนังสือแต่งงาน ก็ไม่เคยเปิด ไม่เคยดูกับเค้าเลย ยังไงพิธีเช้าก็ต้องมี เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากว่าการกินเลี้ยง ส่วนเย็น จะปาร์ตี้กันยังไงก็เชิญตามสะดวก

ก็ต้องเริ่มคิดไป ก็ต้องตอบคำถามตามนี้ (รูปแบบงาน ของแต่ละคนอาจจะต่างกันไป อันนี้แบบที่เราทำ ไล่ไปเรื่อยๆ 4 อย่างแรกเป็นเรื่องสำคัญที่แนะนำว่าควรทำตามนี้ แต่หลังจากนั้นใครจะทำอะไรก่อนหลังก็ได้ค่ะ ของเราก็ไล่เรียงไปตามที่เห็น)

1. อย่างแรกเลยไปขอลูกสาวเค้าให้เป็นทางการก่อน ก็ให้ผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายไปเจรจา พูดคุยสู่ขอ ตามประเพณี และเรื่องสินสอดทองหมั้น ที่ให้ฝ่ายพ่อแม่ฝ่ายหญิงเป็นค่าเลี้ยงดู มาจนโต เรื่องนี้คนสมัยปัจจุบันอาจมองกันไปหลายแง่มุม เราไม่พูดในตอนนี้แล้วกัน มันยาวววววว

2. ต้องการจัดงานอะไรบ้าง
  • พิธีเช้า หลายคนเรียกพิธีหมั้น เราไม่รู้ว่าจริงๆมันเรียกอะไร ก็มีแห่ขันหมากสู่ขอ สวมแหวน มอบสินสอด รับไหว้ญาติผู้ใหญ่ พิธีรดน้ำสังข์ ถ่ายรูปครอบครัว ญาติ จบ หมดละพิธีเช้า
  • พิธีเย็น มักจะเป็นงานกินเลี้ยง

3. จัดที่ไหน ถ้าทั้ง 2 คนมีครอบครัว สังคมอยู่ต่างจังหวัดก็ต้องคิดด้วยว่า จะไปจัดทางฝ่ายไหนดี เรื่องนี้มัน sensitive มากนะ บางคนไม่คิดแต่บางคนก็คิด แล้วคิดกันมากด้วย คิดเรื่องซองช่วยงานไง แขกฝั่งใครมาเยอะ มาน้อย ได้เปรียบ เสียเปรียบอย่างเนี้ย มีนะ ไม่ใช่ไม่มี โชคดีที่เราไม่เจออะไรแบบนั้นนะ

4. จองสถานที่อันดับแรก ยิ่งถ้าก่อนหน้า มีฤกษ์ มียาม ไว้ ก็ยิ่งต้องหาสถานที่แต่เนิ่นๆ เพราะมันอาจจะไม่ flexible พอตามใจคุณคิด คุณเคยเจอมั้ย วันไหนที่เป็นวันฤกษ์ดีตามพื้นฐานอยู่แล้ว คนก็จะแต่งกันมาก และโรงแรมก็จะเต็มๆๆๆ พระหรือหมอดูที่ให้ฤกษ์คุณมาเค้าก็ดูปฏิทินเดียวกัน... หลักดาราศาสตร์ วันดี ไม่ดี มันก็มีของมันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ยิ่งคนมีฤกษ์ แล้วเรื่องมากเนื่ย ยิ่งต้องระวัง หากไม่หาล่วงหน้าก็จะพลาดได้สถานที่ในฝัน แนะนำว่าอย่างน้อยควรจอง 6 เดือนก่อนหน้าค่ะ แต่ถ้าโรงแรมดังๆนี่เค้าจองกันเป็นปีเลยนะ

5. การ์ดแต่งงาน
6. ของชำร่วย
7. ดอกไม้และตกแต่งในงาน
8. ชุดแต่งงาน และรองเท้า
9. ติดต่อช่างถ่ายรูป หรือถ่ายวิดีโอ
10.ภาพถ่ายแต่งงาน (ของเราไม่มี มีรูปเดียวได้ฟรี เลยทำทีหลังสุด แต่ถ้าใครทำอัลบั้มต้องถ่ายก่อนแต่เนิ่นๆ)

หลักๆมีเท่านี้ค่ะ แต่ละหัวข้อจะไล่รายละเอียดให้ทีละอย่างทีหลังดีกว่า มีประสบการณ์น่าปวดหัวเยอะ เฮอะ ทั้งมัน ทั้งมึน ถ้าใครเคยผ่านจุดนี้มาแล้วก็จะรู้ มันไม่ได้รู้แค่ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ัมันจะทำให้เราได้คิดหลายๆเรื่องด้วย

© by Patt N. All Right Reserved.

:: สิว รอบที่ 10

Friday, December 4, 2009

Image Source : Pro Active.com

ตั้งชื่อหัวข้อ สิว รอบที่ 10 ไม่ใช่ว่า เรามีสิวขึ้นมาหลายรอบนะ แต่แค่จะบอกว่าพูดกันหลายรอบแล้ว แต่ก็นะ มันไม่ใช่เรื่องซ้ำๆกัน คือเรื่องสิวเนี่ยถ้าจะให้พูดจริงๆ มันจะยาวและเยอะมาก ไหนจะสาเหตุ ไหนจะประเภทของมัน หรือการรักษาก็ต่างกันไป เราไม่ใช่ผู้ชำนาญการเลย ก็มิอาจเอื้อมทำตัวเป็นหมอผิวหนังได้ เราก็ตอบตามวิธีและความคิดของเราแล้วกัน วิธีการก็มีตั้งแต่เสียเงินน้อยไปจนถึงเสียเงินมากๆ ทำเลเซอร์แพงๆทั้งหลาย

แต่พวกหมอ เนี่ยพูดไม่ค่อยรู้เรื่องนะ อธิบายซับซ้อนเข้าใจยาก ชาวบ้านจะเข้าใจมั้ยหมอ! ส่วนอีกพวก พวกพยาบาลหรือผู้ช่วยในคลีนิค ที่คอยขาย course treatment ต่างๆ พวกนี้ก็พูดเกินสรรพคุณจริงซะมากมาย ไม่มีอะไรพอดีเลยจริงๆ

ก็พอดีมีน้องคนหนึ่งเมล์มาพูดคุย และสอบถามให้เราแนะนำว่าให้ใช้สินค้าตัวไหนของพอลล่าดี บังเอิญว่าเห็นเรารีวิวอยู่ อาการของน้องเค้าคือ มีสิวขึ้นที่หน้าผากเยอะ โดยที่ใปกติไม่ค่อยเป็น และมีรอยแผลเป็นจากสิว เพราะแกะสิว และยังห่วงเพราะว่ามีริ้วรอยที่หน้าผากในขณะที่อายุแค่ 23-24 เท่านั้น เค้าไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับเพราะมีสิวที่หน้าผากเยอะหรือไม่ แล้วใช้อะไรรักษาดี

ปกติตาลจะมีสิวขึ้นเป็นช่วงน่ะ ค่ะ บางเวลาไม่มีสิวก้อไม่มีเลย แต่เวลาขึ้นเนี่ยน่ากลัวมาก จนแม่บอกว่าขี้กากขึ้นเหรอ จนได้ไปหาหมอ แบบร้านหมอ นึกออกช่ายไหมคะ แล้วแบบว่าค่อนข้างติดมาก ไม่ไปหาช่วงนึง ยังโอๆอยุ พอห่างหายก้อรีบแย่งกันขึ้นเลย ........

ตอนนี้ ตาลสิวน้อยลงเป็นเพราะเลือกนิสัยแกะเกา ได้มากขึ้นค่ะ ตอนนี้ที่กังวลค่ะ คือ เรื่องรอยดำจากสิว มันเยอะค่ะ แล้วเป็นแบบข้างเดียวที่แก้ม แย่มากๆ ทำเลเซอร์IPL ก้อช่วยได้ แต่ที่ช่วยไม่ได้คือ ไปทำไม่ต่อเนื่อง มันก้อดีขึ้น แต่ก้อมีรอยอยู่


เราก็ไม่ได้เชียร์ของใครยี่ห่้อใดยี่ห้อหนึ่งนะ แต่ถ้ามีคนถามให้เราช่วยเลือกให้ในฐานะที่ลองมาหลายตัว เราก็จะตอบไปเสมือนเราเลือกใช้เอง เรามองว่าของพอลล่า ถึงแม้ปัจจุบันมีหลายหลายตัว แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องใช้มันทุกตัว เพราะมันก็แค่ Product Diversity คือทำให้มันหลากหลาย ดูขยายออกไป เพิ่มกำลังซื้อของคน

แต่เวลาเลือกซื้อจริงๆก็ เหมือนยานั่นแหละใช้ตามอาการ ไม่มียาตัวไหนที่เป็นยาครอบจักรวาล และยาตัวหน่ึงอาจรักษาอาการได้มากกว่า 1 อย่าง ถ้าเป็นสิวก็ต้องใช้ตัวที่มัน effect ต่อ สิว นั่นคือตัวที่มี Salicylic Acid 2% (หรืออีกชื่อที่เข้าใจกัน BHA 2%) หรือใช้ Benzoyl Peroxide ที่มีงานวิจัยรองรับมานานแล้วว่ามีผลช่วยรักษาสิวได้ สำหรับ BHA ผลิตภัณฑ์เค้าก็มีใส่อยู่ในเกือบทุกอย่าง บางสูตรอาจะจะเพิ่มตัวที่ช่วยบรรเทาอาการสิวอีกตัวเพิ่มเข้าไปอีก กลายเป็นยาที่มีสรรพคุณโดดเด่นทางด้านที่อยากให้เป็น และแน่นอนราคามันก็ต้องแพงขึ้น เราจะตอบแทนไม่ได้นะว่าใช้ตัวไหนดี แต่ถ้าเรามีปัญหานั้นเราก็เลือกใช้ตัวพื้้นฐานก่อน แต่ถ้ามันไม่หายก็ลองตัวที่เค้าเจาะจง แนะนำมาให้ เป็นตัวใหม่ Anti Acne โดยเฉพาะ ในสูตรนี้จะมี ingredient ตัวหนึ่งที่หลายคนต่อต้าน เพราะมีด้านลบอยู่ และอาจจะแพ้ได้ ซึ่งคือ Triclosan ที่ทำหน้าที่เป็น antibacterial

แก้เรื่องสิว ประเด็นหลักคือต้องรู้สาเหตุมันก่อนว่าสิวที่เป็นเกิดจากอะไร เพราะถ้าไม่แก้ที่สาเหตุ ก็นั่งรักษากันอยู่นั่นแหละ เราเลยตอบไปว่า....

เท่าที่ฟังเรื่องสิวของตาล พี่ว่าเป็นเรื่องปกติเหมือนคนทั่วไป คือถ้าสภาวะปกติไม่มีสิวขึ้น แต่นานๆอาจจะมีบ้างช่วงฮอร์โมนเปลี่ยน หรือช่วงที่ร่างกายตอบสนองเปลี่ยน แปลงอะไรบางอย่าง หรือเครียด หรือไปแพ้อะไรมา มันก็เห่อขึ้นได้ค่ะ พี่ก็เป็นแบบนั้น ปกติไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่บางครั้งมันก็มาติดๆกัน แล้วมันก็หายไปเลย พวกนี้เวลาตามรักษามันต้องดูตามอาการของสิวที่เกิดขึ้น ว่าเป็นแบบไหน

คิดว่าที่บอกว่ามีสิวที่หน้าผากมาก น่าจะเป็นแบบสิวคล้ายๆผด หรือเม็ดเล็กๆ อักเสบบ้าง หรือไม่อักเสบบ้าง หลายคนเป็นเพราะแชมพูนะคะ หรือแต่งหน้าแล้วล้างไม่สะอาด ต้องลองใช้ skin care รักษาตามอาการไป ส่วนเรื่องอื่นๆ เรื่องรอยแผลเป็นจากสิว

จะให้แนะนำ ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้หญิงส่วน ใหญ่รู้อยู่แล้วน่ะค่ะ คือ อย่าแกะ บีบ เค้น หรือทำอะไรทั้งนั้น ซึ่งเป็นอะไรที่ทำยากมากๆ ส่วตัวเองก็ยังทำไม่ค่อยได้ 100% ตอนวัยรุ่น เด็กๆ อาจจะยังไม่สนใจ แต่พออายุมากขึ้นนี่รอยดำจากแผลเป็น เป็นเรื่องที่รักษายากมากนะคะ เพราะ skin cycle มันยาวขึ้น กว่าที่รอยดำจะโผล่ขึ้นมา และหายไปจากหน้า มันจะใช้เวลานานมากขึ้น

ผลตามมาหาก บีบ แกะสิว
  • จะเห็นเป็นรอยดำจากที่เราบีบเค้น และเลือดมารวมตัวกันใต้ผิว ไม่จางหายง่ายๆ ต้องรักษาไปจนกว่าผิวในชั้นที่มันดำอยู่โดนดันออกมาจนถึงผิวชั้นนอก ซึ่งบ่อยครั้งมันก็ไม่ดันสิเพราะมันอยู่ใน cell ชั้นเนื้อเยื่อ ไม่ใช่ชั้นผิว อันนี้ถึงต้องให้เลเซอร์ช่วยไง
วิธีการรักษา
  • เพราะฉะนั้นให้เลือกใช้พวกที่เร่งผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว เป็น AHA / BHA หรือพวกกรดอื่นๆ ที่กระตุ้นการลอกผิว
  • หรือทำเลเซอร์ ซึ่งก็มีอีกหลายแบบ แต่จะเลือกอะไรไปคุยกับหมอดีกว่า แต่ที่สำคัญคือต้องทำต่อเนื่อง และใช้ skin care ควบคู่กันไป ถ้าทำไม่ต่อเนื่องผลจะเห็นไม่ชัดเจน เพราะผิวมันต้องใช้เวลาในการผลัดชั้นออกเหมือนกัน
  • หรือทำ chemical peels
  • ถ้าอาการหนักกว่านี้ ก็ต้องใช้ treatment อื่นมากกว่านี้ หรือถ้าหน้ามีหลุมจากบีบสิวก็ต้องเลเซอร์อีกแบบ
  • ถ้าจะใช้ anti-acne set ทั้งชุดก็ได้ หรือจะใช้ชิ้นเดียวก็ยังได้ การใช้ทั้งชุดไม่ได้หมายถึงมันจะช่วยให้เร็วขึ้น แค่เป็นการตลาดที่ทางผู้ผลิตทำขึ้นมาให้เราเลือกใช้ได้ง่ายขึ้น และมักชอบว่าส่งเสริมกัน เพราะเค้าคิดค้นสูตรที่ลงตัวกันมา แล้ว ถ้าให้เลือกหลักๆ คงเลือกตัวที่มี Active Ingredient ตัวที่มีผลรักษาสิวมากกว่า ในกรณีนี้คือเลือกตัวที่มี Salicylic Acid 2% หรือ Benzoyl Peroxide ความเข้มข้นขั้นต่ำต้องอย่างน้อย 2.5% จึงจะเห็นผล
  • ของพี่ในสภาพผิวปกติที่ไม่มีสิว ก็ยังใช้ BHA เพราะรู้สึกว่าหน้าจะเรียบ ไม่ค่อยมีปัญหาสิวมาเพิ่มเติม พูดง่ายๆว่าในช่วงที่ไม่เป็นสิวก็ใช้ได้
คือมันไม่มีครีมอะไรที่เป็นยาวิเศษ หรอกค่ะ มันต้องใช้เวลาด้วย ถ้ากำลังพยายามรักษาอยู่ แล้วมีรอยแผลเป็นแบบดำๆ ก็ต้องใช้ make up กลบไปก่อน และล้างหน้าออกให้สะอาดก่อนนอน ใช้ BHA 2% or AHA ทั้งเช้าเย็น

ถ้าอยู่เมืองไทยคงไปจ่ายตังทำเลเซอร์บ่อยๆแล้ว ทำไปเรื่อยๆเถอะ ถ้ามีกำลังพอ เพราะจะรอมาทำตอน 30 หรือ 20 ปลายๆมันจะดึงกลับได้ยากแล้ว ทุกๆเรื่องแหละ ไม่ว่าจะเรื่องหน้าหย่อน หรือริ้วรอย พยายาม maintain ให้สม่ำเสมอน่ะค่ะ จะดีกว่าไปทำเอาทีเดียวตอนหลัง

ส่วนเรื่องริ้วรอยที่กังวล อยากบอกว่า คนอื่นมองไม่เห็นหรอกค่ะ นอกจากเราเอง ยิ่งส่องมากยิ่งเห็นข้อบกพร่อง ของตัวเองมาก เพราะเป็นวัยเริ่มทำงาน มันจะเครียด สารพัดเรื่อง ถ้ายิ่งทำงานหน้าคอมนี่ แถมหน้าดำเข้าไปด้วย เดี๋ยว 20 ปลายๆ มันจะเยอะกว่านี้อีก ถ้าเป็นคนที่มีริ้วรอยง่าย ให้ไปทำพวก microderma บ้าง แล้วใช้กันแดด ด้วย ส่วนบำรุงก็บำรุงวิตามินไปปกติช่วงกลางคืนก่อนเข้านอน

สิวที่หน้าผากไม่เกี่ยวกับเรื่องริ้วรอยเลยนะ คนละสาเหตุ ยังไม่อยากให้แนะนำไปทำ botox เพราะอายุน้อยอยู่ และมันแพง แต่ทำแล้วรับรองผลชัด เจนภายในไม่กี่วัน เค้าไม่ได้จิ้มไปลึกๆหรอกนะคะ เค้าทำแค่ที่ผิวบางๆ จิ๊ดๆ เหมือนมดกัด แล้วหน้าผากเราก็จะเรียบ เส้นหายไปหมด ดูหน้าตาแจ่มใสขึ้นทันตา

ลองใช้ Retin A กับสิวที่หน้าผากดูก็ได้ค่ะ เพราะช่วยทั้งเรื่องสิวและริ้ว รอย ไปซื้อตามร้านขายยา ที่อเมริกาแพงกว่าเมืองไทย ซื้อที่โน่นแหละดีแล้ว ถึงแม้ของที่ไทยจะ Made in Thailand แต่ตัวยามันเหมือนกันค่ะ

อ่านจบอย่าเพิ่งท้อว่าทำไมค่า maintenance ของผู้หญิงมันสูงอย่างนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยค่ะ ความพอใจของคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่ได้ต้องการ Average ไง แต่ต้องการ Above Average ต่างหาก ....

© by Patt N. All Right Reserved.

Related Posts with Thumbnails