เตรียมตัวแต่งงาน ตอนที่ 6 : การ์ดแต่งงาน
หลังจากคุณจองสถานที่ไว้แล้ว คุณก็ไปเตรียมพิมพ์การ์ดได้เลย
ไปติดต่อแถวไหน...ก็จะมีโซน
- จตุจักร ทั้งเก่าและตึกใหม่ที่ติดริมถนนกำแพงเพชร ในโซนที่มีของชำร่วยขาย จะมีรับทำการ์ดด้วย
- แถวพาหุรัด ใกล้ๆ ดิโอลสยามพลาซ่า จะมีร้านการ์ดเฉพาะหลายร้าน
บอกตรงๆเลยว่าก่อนหน้านี้เราไม่ได้รู้เลยว่า งบตรงนี้มันจะกี่บาท เท่าไหร่ยังไง การ์ดใบละเท่าไหร่ ต้องพิมพ์กี่ใบ พอคุณไปดูจริงๆ คุณก็จะเข้าใจว่ามันมีหลายแบบ หลายราคาตั้งแต่ใบละ 10 ต้นๆขึ้นไปจนถึงใบละ 60-70 หรือแงพกว่านั้นก็มี คนในธุรกิจนี้เค้าแบ่งมันง่ายๆออกเป็น
การ์ดโหล กับ
การ์ดดีไซน์ (สั่งทำใหม่)
อย่างแรกที่เราเรียกว่าการ์ดโหล หมายถึงพวกการ์ดที่มีรูปแบบ ลวดลายสำเร็จอยู่แล้ว มีประทับตราคล้ายๆ การ์ดวันเกิดที่จะมียี่ห้อ HallMark ติดอยู่ด้านหลัง หรืออาจจะด้านหน้า ด้านล่าง อันนี้ยกตัวอย่างนะคะ พวกนี้ราคา ใบละแค่ 10 กว่าบาทขึ้นไป แล้วไม่ได้มีจำกัดขั้นต่ำเหมือนการ์ดดีไซน์ เวลาคุณจะสั่งก็แค่เอารายละเอียดพิมพ์เข้าไป บางทีคุณอาจจะเคยได้รับการ์ดแบบนี้มาก่อนแล้วก็ได้ เราคิดว่ามันก็ไม่เลวร้ายมาก แต่เราแค่รู้สึกไม่ดีที่เห็นตรา ยี่ห้อหลาอยู่ คือมันแปลกๆถ้าส่งให้ญาติผู้ใหญ่
ส่วนอย่างที่ 2 เป็นที่หลายคนทำ เพราะคนส่วนมากชอบความเป็น unique ไม่ชอบซ้ำแบบใคร โดยเฉพาะงานแต่งสำคัญของชีวิต ถ้างบมี และไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็มักจะเลือกแบบนี้กัน ราคาของการ์ดในกลุ่มนี้ก็ 30 กว่าบาทต่อใบขึ้นไป แต่จะถูกหรือแพงกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับกระดาษ สี ลวดลาย โบว์ หรือปั๊มทองหรือไม่ด้วย และก็ขึ้นอยู่กับร้านด้วย เราก็บอกไม่ได้ว่าร้านไหนถูกหรือแพงกว่ากัน แต่ไปโซนพาหุรัดนั่นแหละเยอะสุดแล้ว การสั่งการ์ดในกลุ่มนี้มักจะมีการบังคับให้ลูกค้าสั่งขั้นต่ำ ถ้าแขกคุณน้อยมาก อาจไม่เหมาะ ร้านที่เราทำเค้าขอขั้นต่ำ 300 ใบ
ก่อนที่คุณจะไปร้านการ์ดให้คุณคุยกับทางผู้ใหญ่เพื่อคอนเฟิร์ม
- รายละเอียดการจัดงาน สถานที่ วัน เวลาเร่ิมงาน (บางคนบ้าฤกษ์เริ่มงานเลี้ยง)
- ชื่อคุณพ่อ คุณแม่ และยศตำแหน่งของทั้งสองฝ่ายไว้ให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่ผิดพลาด
- จัดเลี้ยงแบบ ?
- จะมี dress code มั้ย ถ้ามีแล้วอยาก ระบุก็ใส่ไปด้วยด้านล่างสุด
- พิมพ์ภาษาอังกฤษด้วยหรือไม่ ถ้ามีให้เตรียมรายละเอียดข้างต้นเป็นภาษาอังกฤษไปด้วย
- เพื่อนเราบางคนมีผู้ปกครองเสียไป แต่ใส่ชื่อมาด้วยเพราะเค้าอยากระลึกถึง ซึ่งคนทั่วไปไม่ทำแบบนั้นนะคะ ยังไงก็ปรึกษาญาติผู้ใหญ่ดูก่อนจะดีกว่า
ของเราพิมพ์ภาษาอังกฤษด้วย เพราะมีแขกต่างชาติ ร้านที่รับทำการ์ดส่วนใหญ่จะมี Pattern คำเรียนเชิญอยู่แล้ว ทั้งไทยและอังกฤษ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องพิมพ์ว่าอะไร แต่ถ้าคิดว่าไม่ชอบที่ทางร้านมีให้ หรือคิดว่าอะไรเหมาะสมกว่าก็เปลี่ยนแปลงได้นะคะ
เรื่องการ์ดดูเหมือนง่ายมากๆแล้ว แต่ปัญหาก็ยังมี ถ้าใครได้อ่านหลายๆตอนก่อนหน้า ว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ซึ่งเราก็ต้องเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมด รวมถึงรายละเอียดในการ์ดด้วย เป็นผลให้ร้านมาคิดเงินเพิ่มและทำให้เราต้องวีนแตก กลายเป็น Bridezilla ไปในพริบตา
Case study อ่านไว้ แล้วอย่าให้มันเกิดขึ้นกับคุณ
ตอนที่เข้าไปคุยและสั่งไว้ทางคนรับงานก็พูดขั้นตอนให้เราฟัง ว่าถ้าเราสั่งการ์ดดีไซน์ เค้าก็จะมีให้เราเลือกขั้นต้นคือรูปแบบการ์ดเป็นแบบไหน จะใบเดียว หรือจะพับ ถ้าพับจะพับกี่ทบ พับลงหรือพับด้านข้าง หรืออื่นๆ แล้วพอเลือกรูปแบบที่อยากได้แล้วก็เลือก theme สี หรือสไตล์ของการ์ด แล้วก็ มาเรื่องรายละเอียดภายใน ว่าจะเอาตัวอักษรแบบไหน ใช้เครื่องหมายอะไรขั้นระหว่างชื่อ .... ก็ประมาณนี้ค่ะ คร่าวๆ
ทางคนรับงานบอกว่าหลังจากนี้ดีไซน์เนอร์จะทำตัวอย่างแล้วส่งให้ทางเราดู ทางเมล์ ทางเราสามารถเปลี่ยนดีไซน์ได้ ถ้ายังไม่พอใจ แต่ถ้าพอใจแล้ว ตรวจเช็คการสะกดถูกต้อง เค้าก็จะพิมพ์ตัวอย่างมาให้เราตรวจอีกรอบว่ามันจะออกมาหน้าตาแบบนี้ สีอย่างนี้ เหมือนกับที่คิดมั้ย ถ้าเราโอเคกับตัวอย่างเค้า ก็จะพิมพ์จริง แต่ถ้าไม่โอเคก็ทำตัวอย่างมาให้ดูใหม่ แต่ถ้าหลังจากนี้มีการเปลี่ยนแปลง หรือเราไม่ตรวจสอบชื่อให้ดี แล้วทางร้านดันสะกดผิดเอง แล้วต้องมานั่งพิมพ์ใหม่ ทางเราต้องจ่ายในส่วนนี้เอง อันนี้ make sense อยู่ เข้าใจ
แต่ที่มันมาเป็นปัญหากับเราเนี่ย มันเป็นเพราะทางเรากับทางร้านเข้าใจไม่เหมือนกัน เราก็ไม่รู้ว่าเราโง่หรือร้านมีลูกเล่นกันแน่
ต้นปีเราก็ไปสั่งการ์ดไว้ แล้วระหว่างนี้ก็รอดีไซน์เนอร์ทำแบบตัวอย่างทางเมล์มาให้ดู ก็เปลี่ยนไปจนลงตัวที่เราคิดว่าชอบ เราก็บอกแบบนี้โอเคแล้ว ก็พิมพ์ตัวอย่างมาให้ดูแล้วกัน สักพักทางร้านบอกว่าทำตัวอย่างมาแล้วให้เข้ามารับ เราก็ให้น้องสาวเข้าไปเอาตัวอย่างที่ร้านแล้วส่งมาให้เราดูที่อเมริกา เพราะต้องการเห็นของจริง เราก็รอดูมากเลยนะว่ามันจะออกมาเป็นยังไง ปรากฏว่ามาถึงเป็นกระดาษพับๆไว้ 2 ทบ 4 ส่วน แล้วก็มีตัวย่อชื่อของใครไม่รู้เอาเทปใสแปะมา แล้วมีเอกสารแนบมาบอกว่า เค้าจำไม่ได้ว่าชื่อย่อของเราใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษว่าอะไร แล้วก็บอกว่ากระดาษที่เราเลือกไว้ไม่ใช่แบบนี้ของจริงจะหนากว่านี้ และบอกว่านี่เป็นสีที่เราเลือกไว้ และก็อื่นๆ ปั้๊บทองก็ไม่มี ซึ่งเราก็ผิดหวังอยู่ เพราะเราคิดว่าจะได้เห็นการ์ดที่เหมือนกับของจริงที่จะใช้ แต่นี่เป็นเหมือนแค่ลอง print ใส่กระดาษมาให้ดูซะงั้น เค้าก็ตอบเรามาทุกอย่างที่เราถามกลับไป ว่านี่มันตัวอย่างไง แต่ของจริงจะมีอะไรยังไง เราก็เออ ออๆ อืมๆ ก็เพิ่งจะรู้ว่านี่นะตัวอย่างของเค้า
โถ่...ถ้าแค่นี้เรียกว่าตัวอย่าง ไม่ต้องอุตส่าห์ให้น้องสาว ถ่อ ส่งมาให้ดูถึงนี่หรอก กลับมานั่งคิดว่าเค้าพูดมั้ยว่าตัวอย่างเป็นแบบไหน ก็ไม่ได้พูดเจาะจงลงไปเลยนะว่ามันจะเหมือนการ์ดจริงทุกอย่าง แต่เราคิดไปเอง อ้าวก็คนไม่เคยแต่งงานนี่หว่าจะ จะเคยสั่งพิมพ์มั้ย ใครจะไปคิดว่าจะให้ดูแค่กระดาษพับๆมาล่ะ แล้วใบหนึ่งไม่ใช่ราคาถูกๆ ใครจะคิดว่าทำแบบนี้ให้ดูเหรอเนี่ย ก็คิดว่าช่างมันเหอะ ถ้าเค้ารับรองว่าของจริงมันจะเป็นยังไง มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง กระบวนการนี้ก็เลยมาจนถึงช่วงที่เรารู้ว่าต้องเปลี่ยนสถานที่ เราก็เลยตอบเค้าไปว่าก็ตกลงอย่างที่ทำตัวอย่างให้ดูนี่แหละ ดีไซน์และสี แต่เราอาจจะเปลี่ยนสถานที่จัดงานหน่อยนะ เพราะญาติผู้ใหญ่อยากย้ายสถานที่ ถ้าได้สถานที่แล้วจะรีบแจ้งให้ทราบและพิมพ์จริงทันที เดี๋ยวเราต้องบินกลับไปดูสถานที่เอง ต้องรอหน่อย ทางร้านก็ไม่ได้ตอบว่าอะไรในเรื่องนี้ แต่พอสุดท้ายมาคิดเงินเราค่า block เพิ่ม 3000 บาท บอกว่าเพราะเราเปลี่ยนสถานที่ เรางงเลย ถามว่าจะมาคิดได้ยังไง ก็เรายังไม่ได้สั่งพิมพ์จริงเลย เค้าบอกก็ตัวอย่างนั่นแหละคือเราสั่งพิมพ์แล้ว !! คือเรายิ่งโกรธมากเข้าไปใหญ่ เราเอาอีเมล์ของเก่าที่เราเก็บไว้ทุกอันที่คุยตอบโต้กันให้ดู เราบอกว่านี่ไง เราทั้ง hilight ทั้งพิมพ์ตัวใหญ่ ไปในเมล์บอกว่า ยังไม่ต้องพิมพ์จริงนะ แล้วคุณจะมาคิดได้ยังไง
ทางร้านทำยังไงรู้มั้ย เค้าเอาอีเมล์อันที่เราบอกว่า โอเคให้พิมพ์ตัวอย่างมาได้เลย เอามาให้ดูบอกว่านี่คือเรายืนยันแล้ว เป็นคุณ คุณฉุนรึเปล่าล่ะ เราไม่เมล์ละ เราโทรหาเลย ข้ามประเทศมันนี่แหละ เราโทรไป เราก็บอกว่าทำไมทำแบบนี้ล่ะ สรุปเราเข้าใจกันคนละเรื่องใช่มั้ย พิมพ์ของเรากับพิมพ์ของทางร้านมันไม่ได้อยู่ในขั้นตอนเดียวกัน เราไม่รู้หรอกนะว่าขั้นตอนการทำตัวอย่างของคุณมันจะทำมาแบบไหน จะไปขึ้นบล็อกมาเรียบร้อยแล้วหรือยังไงเราไม่รู้ เพราะคุณไม่ได้บอกลูกค้า สิ่งที่เรารู้คือที่เราได้เห็นกระดาษพับๆ นั้น ถ้าบอกว่าแค่ print จาก printer มาก็เชื่อ
สิ่งที่เราได้คุยกับคนรับงานไม่ได้บอกตรงนี้กับเรา ถ้าคุณแจ้งเราก่อน เราจะไม่ทำอย่างที่เราทำเลย คือเจตนาเราใสมากๆ อันไหนพิมพ์บอกพิมพ์ อันไหนยังไม่พิมพ์จริงเราก็บอกไปเน้นๆ ว่ายังอย่าเพิ่งนะเพราะเดี๋ยวมีเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย ซึ่งที่จริงร้านน่าจะรู้จากอีเมล์เราด้วยซ้ำว่าเราไม่รู้ว่าตรงนี้มีค่าใช้จ่าย ถ้าคุณรู้ว่าเราเข้าใจผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วคุณควรแจ้งเราให้ทราบหลังจากเราบอกว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ แต่นี่ทางร้านก็ไม่ได้บอกอะไรเลย เงียบ !! แต่มาเล่นตลบเอาทีหลังนี่มันอึ้ง และโกรธ เหมือนรอให้งานเสร็จแล้วค่อยมาบอก เหมือนบังคับกันให้จ่ายเงิน
ทางร้านก็ยืนยันเสียงแข็งมากว่าเราต้องจ่ายๆ เรายิ่งปรี๊ดแตกเข้าไปใหญ่ ไปๆมาๆ ทางร้านบอกงั้นให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้กันคนละครึ่ง แน่ะ ยังมีลดราคาให้อีก คือเราบอกว่าปัญหาคือมันไม่ชอบใจที่ทางร้านทำแบบนี้มากกว่า คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ที่เจอหลังจากเจอสถานที่ตุกติกไปแล้วครั้งแรก อาการฉุนพวกทำธุรกิจแบบนี้ยิ่งคูณ 2 เราเลยบอกว่าบอกตามตรงเราโกรธอะ เอาไว้คุยกันทีหลังแล้วกัน ขอเราคุยกับแฟนก่อน เราก็บอกไปตรงๆนะ ถ้าโกรธเราไม่อยากคุย พอเราคุยกับแฟน แฟนเราฉุนยิ่งกว่าอีก เค้าไม่ชอบใจที่ทำไมคนทำธุรกิจกันอย่างนี้ คือไม่เหมือนฝรั่งอะ ถ้าคุณกลัวอะไรไม่เป็นไปตาม contract ที่คุยกัน คุณก็มีเอกสารอธิบายสิ ไม่ใช่ปากเปล่า แล้วพนักงานแต่ละคนจะพูดเหมือนกันบอกรายละเอียดได้หมดมั้ยล่ะ ก็ไม่รู้ ดิฉันน่ะพิมพ์การ์ดใบแรกนะคะ แต่ร้านน่ะ พิมพ์การ์ดใบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือข้อผิดพลาดของการสื่อสารง่ายๆที่มันอาจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ คุณก็ไม่ต้องทำธุรกิจแล้ว หรือคุณก็อาจจะเจอลูกค้าแบบเราอีก คนที่เค้าไม่ลงให้กับคุณจริงๆ เรามานั่งคิดว่านี่เราโง่หรือเปล่าวะเนี่ย ... ก็ไม่นะ ... ทางร้านอ่านอีเมล์เราทุกฉบับก็น่าจะเข้าใจอยู่ว่าเราเข้าใจว่าอย่างไร แต่ไม่โต้แย้ง แล้วจะให้เราคิดยังไงเนี่ย แค่ความเข้าใจขั้นต้นก็ไม่เหมือนกันแล้ว
แฟนเราบอกเลยว่า ให้บอกร้านไปเลย ทางเราจะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้แม้แต่บาทเดียว !! เพราะถ้ายอมให้ก็ถือว่าความผิดเราสิ แล้วร้านก็ไปเป็นแบบนี้กับคนอื่นอีก สรุปเราก็ยืนกรานไปแบบนั้น เราไม่คิดว่าร้านจะเจ๊งหรอกค่ะ ได้เงินค่าพิมพ์การ์ดเราไปหมื่นกว่าบาท แค่นี้จะเป็นไร แค่อยากจะบอกให้รู้ว่าคนที่เค้าไม่พอใจน่ะ มันไม่พอใจใน tricky ไม่ใช่ว่าไม่จ่ายเงินเพราะมันแพง หรืออะไร... จะบอกว่า 3000 น่ะดิฉัน เอาไป tip ให้คนจัดดอกไม้แทนแล้ว คือให้คนให้ถูก ถ้าอะไรที่คิดว่าไม่ถูก ก็ไม่ควรได้รับเลย เราเป็นคนแบบนี้ด้วยสิ
สุดท้ายเจ้าของร้านต้องมาคุยเอง และยอมให้อีลูกค้ามันไป แต่คงด่าลับหลังไปหลายตลบแล้วว่าอีนี่เรื่องมากชิบ ... มุมมองมันไม่เหมือนกันหรอกนะคะเรื่องแบบนี้เนี่ย การ์ด 1 ใบของเรา กับการพิมพ์การ์ด 1 ใบของทางร้าน คุณค่าทางใจมันไม่เหมือนกัน ไม่ต้องเอ่ยชื่อร้านนะ ไม่อยากทำร้ายกัน แต่แค่เป็นเรื่องให้คนที่กำลังจะสั่งทำการ์ด ให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ ให้รู้ว่าร้านเค้า มีวิธีคิดแบบนี้ เราก็ fight ตามสิทธิ์ของเราที่เป็นลูกค้า ... ถ้าเราไม่ได้เอาเปรียบใครก็อย่าให้ใครมาเอาเปรียบเรา บอกตัวเองไว้แบบนี้เสมอ.
© by Patt N. All Right Reserved.
การ์ดโหล กับ
การ์ดดีไซน์ (สั่งทำใหม่)
อย่างแรกที่เราเรียกว่าการ์ดโหล หมายถึงพวกการ์ดที่มีรูปแบบ ลวดลายสำเร็จอยู่แล้ว มีประทับตราคล้ายๆ การ์ดวันเกิดที่จะมียี่ห้อ HallMark ติดอยู่ด้านหลัง หรืออาจจะด้านหน้า ด้านล่าง อันนี้ยกตัวอย่างนะคะ พวกนี้ราคา ใบละแค่ 10 กว่าบาทขึ้นไป แล้วไม่ได้มีจำกัดขั้นต่ำเหมือนการ์ดดีไซน์ เวลาคุณจะสั่งก็แค่เอารายละเอียดพิมพ์เข้าไป บางทีคุณอาจจะเคยได้รับการ์ดแบบนี้มาก่อนแล้วก็ได้ เราคิดว่ามันก็ไม่เลวร้ายมาก แต่เราแค่รู้สึกไม่ดีที่เห็นตรา ยี่ห้อหลาอยู่ คือมันแปลกๆถ้าส่งให้ญาติผู้ใหญ่
ส่วนอย่างที่ 2 เป็นที่หลายคนทำ เพราะคนส่วนมากชอบความเป็น unique ไม่ชอบซ้ำแบบใคร โดยเฉพาะงานแต่งสำคัญของชีวิต ถ้างบมี และไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็มักจะเลือกแบบนี้กัน ราคาของการ์ดในกลุ่มนี้ก็ 30 กว่าบาทต่อใบขึ้นไป แต่จะถูกหรือแพงกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับกระดาษ สี ลวดลาย โบว์ หรือปั๊มทองหรือไม่ด้วย และก็ขึ้นอยู่กับร้านด้วย เราก็บอกไม่ได้ว่าร้านไหนถูกหรือแพงกว่ากัน แต่ไปโซนพาหุรัดนั่นแหละเยอะสุดแล้ว การสั่งการ์ดในกลุ่มนี้มักจะมีการบังคับให้ลูกค้าสั่งขั้นต่ำ ถ้าแขกคุณน้อยมาก อาจไม่เหมาะ ร้านที่เราทำเค้าขอขั้นต่ำ 300 ใบ
ก่อนที่คุณจะไปร้านการ์ดให้คุณคุยกับทางผู้ใหญ่เพื่อคอนเฟิร์ม
- รายละเอียดการจัดงาน สถานที่ วัน เวลาเร่ิมงาน (บางคนบ้าฤกษ์เริ่มงานเลี้ยง)
- ชื่อคุณพ่อ คุณแม่ และยศตำแหน่งของทั้งสองฝ่ายไว้ให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่ผิดพลาด
- จัดเลี้ยงแบบ ?
- จะมี dress code มั้ย ถ้ามีแล้วอยาก ระบุก็ใส่ไปด้วยด้านล่างสุด
- พิมพ์ภาษาอังกฤษด้วยหรือไม่ ถ้ามีให้เตรียมรายละเอียดข้างต้นเป็นภาษาอังกฤษไปด้วย
- เพื่อนเราบางคนมีผู้ปกครองเสียไป แต่ใส่ชื่อมาด้วยเพราะเค้าอยากระลึกถึง ซึ่งคนทั่วไปไม่ทำแบบนั้นนะคะ ยังไงก็ปรึกษาญาติผู้ใหญ่ดูก่อนจะดีกว่า
ของเราพิมพ์ภาษาอังกฤษด้วย เพราะมีแขกต่างชาติ ร้านที่รับทำการ์ดส่วนใหญ่จะมี Pattern คำเรียนเชิญอยู่แล้ว ทั้งไทยและอังกฤษ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องพิมพ์ว่าอะไร แต่ถ้าคิดว่าไม่ชอบที่ทางร้านมีให้ หรือคิดว่าอะไรเหมาะสมกว่าก็เปลี่ยนแปลงได้นะคะ
เรื่องการ์ดดูเหมือนง่ายมากๆแล้ว แต่ปัญหาก็ยังมี ถ้าใครได้อ่านหลายๆตอนก่อนหน้า ว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ซึ่งเราก็ต้องเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมด รวมถึงรายละเอียดในการ์ดด้วย เป็นผลให้ร้านมาคิดเงินเพิ่มและทำให้เราต้องวีนแตก กลายเป็น Bridezilla ไปในพริบตา
Case study อ่านไว้ แล้วอย่าให้มันเกิดขึ้นกับคุณ
ตอนที่เข้าไปคุยและสั่งไว้ทางคนรับงานก็พูดขั้นตอนให้เราฟัง ว่าถ้าเราสั่งการ์ดดีไซน์ เค้าก็จะมีให้เราเลือกขั้นต้นคือรูปแบบการ์ดเป็นแบบไหน จะใบเดียว หรือจะพับ ถ้าพับจะพับกี่ทบ พับลงหรือพับด้านข้าง หรืออื่นๆ แล้วพอเลือกรูปแบบที่อยากได้แล้วก็เลือก theme สี หรือสไตล์ของการ์ด แล้วก็ มาเรื่องรายละเอียดภายใน ว่าจะเอาตัวอักษรแบบไหน ใช้เครื่องหมายอะไรขั้นระหว่างชื่อ .... ก็ประมาณนี้ค่ะ คร่าวๆ
ทางคนรับงานบอกว่าหลังจากนี้ดีไซน์เนอร์จะทำตัวอย่างแล้วส่งให้ทางเราดู ทางเมล์ ทางเราสามารถเปลี่ยนดีไซน์ได้ ถ้ายังไม่พอใจ แต่ถ้าพอใจแล้ว ตรวจเช็คการสะกดถูกต้อง เค้าก็จะพิมพ์ตัวอย่างมาให้เราตรวจอีกรอบว่ามันจะออกมาหน้าตาแบบนี้ สีอย่างนี้ เหมือนกับที่คิดมั้ย ถ้าเราโอเคกับตัวอย่างเค้า ก็จะพิมพ์จริง แต่ถ้าไม่โอเคก็ทำตัวอย่างมาให้ดูใหม่ แต่ถ้าหลังจากนี้มีการเปลี่ยนแปลง หรือเราไม่ตรวจสอบชื่อให้ดี แล้วทางร้านดันสะกดผิดเอง แล้วต้องมานั่งพิมพ์ใหม่ ทางเราต้องจ่ายในส่วนนี้เอง อันนี้ make sense อยู่ เข้าใจ
แต่ที่มันมาเป็นปัญหากับเราเนี่ย มันเป็นเพราะทางเรากับทางร้านเข้าใจไม่เหมือนกัน เราก็ไม่รู้ว่าเราโง่หรือร้านมีลูกเล่นกันแน่
ต้นปีเราก็ไปสั่งการ์ดไว้ แล้วระหว่างนี้ก็รอดีไซน์เนอร์ทำแบบตัวอย่างทางเมล์มาให้ดู ก็เปลี่ยนไปจนลงตัวที่เราคิดว่าชอบ เราก็บอกแบบนี้โอเคแล้ว ก็พิมพ์ตัวอย่างมาให้ดูแล้วกัน สักพักทางร้านบอกว่าทำตัวอย่างมาแล้วให้เข้ามารับ เราก็ให้น้องสาวเข้าไปเอาตัวอย่างที่ร้านแล้วส่งมาให้เราดูที่อเมริกา เพราะต้องการเห็นของจริง เราก็รอดูมากเลยนะว่ามันจะออกมาเป็นยังไง ปรากฏว่ามาถึงเป็นกระดาษพับๆไว้ 2 ทบ 4 ส่วน แล้วก็มีตัวย่อชื่อของใครไม่รู้เอาเทปใสแปะมา แล้วมีเอกสารแนบมาบอกว่า เค้าจำไม่ได้ว่าชื่อย่อของเราใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษว่าอะไร แล้วก็บอกว่ากระดาษที่เราเลือกไว้ไม่ใช่แบบนี้ของจริงจะหนากว่านี้ และบอกว่านี่เป็นสีที่เราเลือกไว้ และก็อื่นๆ ปั้๊บทองก็ไม่มี ซึ่งเราก็ผิดหวังอยู่ เพราะเราคิดว่าจะได้เห็นการ์ดที่เหมือนกับของจริงที่จะใช้ แต่นี่เป็นเหมือนแค่ลอง print ใส่กระดาษมาให้ดูซะงั้น เค้าก็ตอบเรามาทุกอย่างที่เราถามกลับไป ว่านี่มันตัวอย่างไง แต่ของจริงจะมีอะไรยังไง เราก็เออ ออๆ อืมๆ ก็เพิ่งจะรู้ว่านี่นะตัวอย่างของเค้า
โถ่...ถ้าแค่นี้เรียกว่าตัวอย่าง ไม่ต้องอุตส่าห์ให้น้องสาว ถ่อ ส่งมาให้ดูถึงนี่หรอก กลับมานั่งคิดว่าเค้าพูดมั้ยว่าตัวอย่างเป็นแบบไหน ก็ไม่ได้พูดเจาะจงลงไปเลยนะว่ามันจะเหมือนการ์ดจริงทุกอย่าง แต่เราคิดไปเอง อ้าวก็คนไม่เคยแต่งงานนี่หว่าจะ จะเคยสั่งพิมพ์มั้ย ใครจะไปคิดว่าจะให้ดูแค่กระดาษพับๆมาล่ะ แล้วใบหนึ่งไม่ใช่ราคาถูกๆ ใครจะคิดว่าทำแบบนี้ให้ดูเหรอเนี่ย ก็คิดว่าช่างมันเหอะ ถ้าเค้ารับรองว่าของจริงมันจะเป็นยังไง มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง กระบวนการนี้ก็เลยมาจนถึงช่วงที่เรารู้ว่าต้องเปลี่ยนสถานที่ เราก็เลยตอบเค้าไปว่าก็ตกลงอย่างที่ทำตัวอย่างให้ดูนี่แหละ ดีไซน์และสี แต่เราอาจจะเปลี่ยนสถานที่จัดงานหน่อยนะ เพราะญาติผู้ใหญ่อยากย้ายสถานที่ ถ้าได้สถานที่แล้วจะรีบแจ้งให้ทราบและพิมพ์จริงทันที เดี๋ยวเราต้องบินกลับไปดูสถานที่เอง ต้องรอหน่อย ทางร้านก็ไม่ได้ตอบว่าอะไรในเรื่องนี้ แต่พอสุดท้ายมาคิดเงินเราค่า block เพิ่ม 3000 บาท บอกว่าเพราะเราเปลี่ยนสถานที่ เรางงเลย ถามว่าจะมาคิดได้ยังไง ก็เรายังไม่ได้สั่งพิมพ์จริงเลย เค้าบอกก็ตัวอย่างนั่นแหละคือเราสั่งพิมพ์แล้ว !! คือเรายิ่งโกรธมากเข้าไปใหญ่ เราเอาอีเมล์ของเก่าที่เราเก็บไว้ทุกอันที่คุยตอบโต้กันให้ดู เราบอกว่านี่ไง เราทั้ง hilight ทั้งพิมพ์ตัวใหญ่ ไปในเมล์บอกว่า ยังไม่ต้องพิมพ์จริงนะ แล้วคุณจะมาคิดได้ยังไง
ทางร้านทำยังไงรู้มั้ย เค้าเอาอีเมล์อันที่เราบอกว่า โอเคให้พิมพ์ตัวอย่างมาได้เลย เอามาให้ดูบอกว่านี่คือเรายืนยันแล้ว เป็นคุณ คุณฉุนรึเปล่าล่ะ เราไม่เมล์ละ เราโทรหาเลย ข้ามประเทศมันนี่แหละ เราโทรไป เราก็บอกว่าทำไมทำแบบนี้ล่ะ สรุปเราเข้าใจกันคนละเรื่องใช่มั้ย พิมพ์ของเรากับพิมพ์ของทางร้านมันไม่ได้อยู่ในขั้นตอนเดียวกัน เราไม่รู้หรอกนะว่าขั้นตอนการทำตัวอย่างของคุณมันจะทำมาแบบไหน จะไปขึ้นบล็อกมาเรียบร้อยแล้วหรือยังไงเราไม่รู้ เพราะคุณไม่ได้บอกลูกค้า สิ่งที่เรารู้คือที่เราได้เห็นกระดาษพับๆ นั้น ถ้าบอกว่าแค่ print จาก printer มาก็เชื่อ
สิ่งที่เราได้คุยกับคนรับงานไม่ได้บอกตรงนี้กับเรา ถ้าคุณแจ้งเราก่อน เราจะไม่ทำอย่างที่เราทำเลย คือเจตนาเราใสมากๆ อันไหนพิมพ์บอกพิมพ์ อันไหนยังไม่พิมพ์จริงเราก็บอกไปเน้นๆ ว่ายังอย่าเพิ่งนะเพราะเดี๋ยวมีเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย ซึ่งที่จริงร้านน่าจะรู้จากอีเมล์เราด้วยซ้ำว่าเราไม่รู้ว่าตรงนี้มีค่าใช้จ่าย ถ้าคุณรู้ว่าเราเข้าใจผิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วคุณควรแจ้งเราให้ทราบหลังจากเราบอกว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ แต่นี่ทางร้านก็ไม่ได้บอกอะไรเลย เงียบ !! แต่มาเล่นตลบเอาทีหลังนี่มันอึ้ง และโกรธ เหมือนรอให้งานเสร็จแล้วค่อยมาบอก เหมือนบังคับกันให้จ่ายเงิน
ทางร้านก็ยืนยันเสียงแข็งมากว่าเราต้องจ่ายๆ เรายิ่งปรี๊ดแตกเข้าไปใหญ่ ไปๆมาๆ ทางร้านบอกงั้นให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้กันคนละครึ่ง แน่ะ ยังมีลดราคาให้อีก คือเราบอกว่าปัญหาคือมันไม่ชอบใจที่ทางร้านทำแบบนี้มากกว่า คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ที่เจอหลังจากเจอสถานที่ตุกติกไปแล้วครั้งแรก อาการฉุนพวกทำธุรกิจแบบนี้ยิ่งคูณ 2 เราเลยบอกว่าบอกตามตรงเราโกรธอะ เอาไว้คุยกันทีหลังแล้วกัน ขอเราคุยกับแฟนก่อน เราก็บอกไปตรงๆนะ ถ้าโกรธเราไม่อยากคุย พอเราคุยกับแฟน แฟนเราฉุนยิ่งกว่าอีก เค้าไม่ชอบใจที่ทำไมคนทำธุรกิจกันอย่างนี้ คือไม่เหมือนฝรั่งอะ ถ้าคุณกลัวอะไรไม่เป็นไปตาม contract ที่คุยกัน คุณก็มีเอกสารอธิบายสิ ไม่ใช่ปากเปล่า แล้วพนักงานแต่ละคนจะพูดเหมือนกันบอกรายละเอียดได้หมดมั้ยล่ะ ก็ไม่รู้ ดิฉันน่ะพิมพ์การ์ดใบแรกนะคะ แต่ร้านน่ะ พิมพ์การ์ดใบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือข้อผิดพลาดของการสื่อสารง่ายๆที่มันอาจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ คุณก็ไม่ต้องทำธุรกิจแล้ว หรือคุณก็อาจจะเจอลูกค้าแบบเราอีก คนที่เค้าไม่ลงให้กับคุณจริงๆ เรามานั่งคิดว่านี่เราโง่หรือเปล่าวะเนี่ย ... ก็ไม่นะ ... ทางร้านอ่านอีเมล์เราทุกฉบับก็น่าจะเข้าใจอยู่ว่าเราเข้าใจว่าอย่างไร แต่ไม่โต้แย้ง แล้วจะให้เราคิดยังไงเนี่ย แค่ความเข้าใจขั้นต้นก็ไม่เหมือนกันแล้ว
แฟนเราบอกเลยว่า ให้บอกร้านไปเลย ทางเราจะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้แม้แต่บาทเดียว !! เพราะถ้ายอมให้ก็ถือว่าความผิดเราสิ แล้วร้านก็ไปเป็นแบบนี้กับคนอื่นอีก สรุปเราก็ยืนกรานไปแบบนั้น เราไม่คิดว่าร้านจะเจ๊งหรอกค่ะ ได้เงินค่าพิมพ์การ์ดเราไปหมื่นกว่าบาท แค่นี้จะเป็นไร แค่อยากจะบอกให้รู้ว่าคนที่เค้าไม่พอใจน่ะ มันไม่พอใจใน tricky ไม่ใช่ว่าไม่จ่ายเงินเพราะมันแพง หรืออะไร... จะบอกว่า 3000 น่ะดิฉัน เอาไป tip ให้คนจัดดอกไม้แทนแล้ว คือให้คนให้ถูก ถ้าอะไรที่คิดว่าไม่ถูก ก็ไม่ควรได้รับเลย เราเป็นคนแบบนี้ด้วยสิ
สุดท้ายเจ้าของร้านต้องมาคุยเอง และยอมให้อีลูกค้ามันไป แต่คงด่าลับหลังไปหลายตลบแล้วว่าอีนี่เรื่องมากชิบ ... มุมมองมันไม่เหมือนกันหรอกนะคะเรื่องแบบนี้เนี่ย การ์ด 1 ใบของเรา กับการพิมพ์การ์ด 1 ใบของทางร้าน คุณค่าทางใจมันไม่เหมือนกัน ไม่ต้องเอ่ยชื่อร้านนะ ไม่อยากทำร้ายกัน แต่แค่เป็นเรื่องให้คนที่กำลังจะสั่งทำการ์ด ให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ ให้รู้ว่าร้านเค้า มีวิธีคิดแบบนี้ เราก็ fight ตามสิทธิ์ของเราที่เป็นลูกค้า ... ถ้าเราไม่ได้เอาเปรียบใครก็อย่าให้ใครมาเอาเปรียบเรา บอกตัวเองไว้แบบนี้เสมอ.
© by Patt N. All Right Reserved.

















0 comments:
Post a Comment